วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ประวัติปาท่องโก๋


ประวัติปาท่องโก๋
สมัยราชวงศ์ซ้อง ขุนนางกังฉินกับภรรยา ร่วมกันวางกลอุบายใส่ร้ายว่าแม่ทัพงักฮุยและแม่ทัพตงฉินหนีทัพ ทำให้แม่ทัพงักฮุยอันเป็นที่รักของประชาชนถูกประหารชีวิต ประชาชนต่างโกรธแค้น ขุนนางกังฉินและภรรยาแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งปกติชาวบ้านจะนิยมทานแป้งทอด จึงมีความคิดปั้นแป้งคู่แทนขุนนางกังฉินและภรรยานำลงไปทอดในน้ำมันร้อนๆ และก่อนจะทานก็จะฉีกออกเป็นสองท่อน เพื่อเป็นการระบายแค้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วารสาร อพวช. พฤศจิกายน 2555

หลังโดนน้ำร้อนลวกเล็กๆน้อยๆทำอย่างไร


หลังโดนน้ำร้อนลวกเล็กๆน้อยๆทำอย่างไร

ที่เราเคยๆเห็นๆกันมีตั้งแต่ ยาสีฟัน ยาหม่อง ยาเหลือง ยาเขียว ยาแดง ว่านหางจรเข้ บัวหิมะ และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่จริงๆแล้ว หลักการดูและแผลไหม้ตามผิวหนังนั้น มีเพียงนิดเดียว
คือ ออกจากแหล่งความร้อนให้เร็วที่สุด และทำให้แผลสะอาด

การใช้ยาต่างๆดังที่กล่าวมาไม่มีประโยชน์มากกว่าการล้างน้ำเปล่า
แผลไหม้ส่วนใหญ่จะหายได้เองโดยธรรมชาติ เพียงแค่ดูแลความสะอาดของแผลให้ดี และในบางครั้ง การเอาสารอื่นๆมาทาแผลกลับทำให้แผลหายช้ากว่าเดิมอีกต่างหาก เพราะมีความระคายเคืองต่อผิว และบางอย่างทำให้แผลสกปรกมากขึ้น

แต่ถ้าโดนมากๆก็ให้ไปโรงพยาบาลนะคับ

ประโยชน์ของวิตามินซี


วิตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป ซึ่งเราสามารถรับวิตามินซีจากสารอาหารที่เราทานเข้าไปได้ไม่ว่าจะเป็นผักหรือผลไม้ต่างๆ แต่บางคนไม่ชอบทานผักผลไม้จึงอาจจำเป็นต้องทานวิตามินเสริม เพราะประโยชน์ของวิตามินซีมีมากมายดังต่อไปนี้
1.วิตามินซีเป็นตัวสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นเส้นใยทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกันซึ่งจะทำให้ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ทั้งยังเป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือด
2.วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอความแก่และลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
3.ช่วยให้แผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น และช่วยลบเลือนจุดด่างดำ
4.ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างเม็ดเลือดทางอ้อม
5.ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์
6.ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคนอนหลับตายในกรณีเด็กอ่อน
7.ช่วยป้องกันโรคต้อกระจก
8.ช่วยแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน หากรับประทาน วิตามินซี เป็นประจำทุกวัน มันจะช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซลที่ถูกทำลายและช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ว
9.ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอล ในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับ วิตามินอี โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
10.ช่วยป้องกันอาการไมเกรน เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid โดย วิตามินซี จะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น
11.การรักษาด้วยการฉีดวิตามินซีปริมาณสูง ในผู้ป่วยมะเร็ง อาจช่วยหยุดยั้งโรคมะเร็งได้ เนื่องจากวิตามินจะเข้าทำปฏิกิริยาทางเคมีในเซลล์ มะเร็ง ให้กลายเป็นกรดขึ้น ทำให้เนื้อร้ายชะงักและน้ำหนักลดไปได้
11.ช่วยเรื่องความจำ โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลประสาทและจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10
12.บรรเทาอาการแพ้ เป็นหวัด หอบหืด ไซนัส ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า วิตามินซี ช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น
13.ช่วยให้ผิวขาวใส เนียน นุ่มลื่นอย่างเป็นธรรมชาติเพราะวิตามิน มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสร้างเม็ดสี และช่วยส่งเสริมให้ร่างกายดูดซึมกลูต้าไธโอน ทั้งจากตามธรรมชาติ และแบบที่ทานเสริมเข้าไปได้ดีขึ้น

วิตามินซีพบมากในผลไม้รสเปรี้ยว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผักใบเขียว แคนตาลูป มันฝรั่ง มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ พริกไทย เป็นต้น ซึ่งประโยชน์ของวิตามินซีมีมากมายแต่ไม่ควรทานเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะนอกจากทานไปก็ไม่ช่วยอะไรแล้วยังอันตรายต่อร่างกายด้วย ส่วนปริมาณต่ำสุดที่ควรทานต่อวัน ก็ไม่ควรน้อยกว่า 60 – 100 มิลลิกรัม ไม่อย่างนั้นอาจเกิดผลเสียต่อร่างกาย เช่น ผิวพรรณหมองคล้ำ อ่อนเพลีย มีเลือดออกตามไรฟัน และเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ตามมา

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การรักษารากฟัน

การรักษารากฟันคืออะไร
การรักษารากฟันคือ การตัดโพรงประสาทฟัน หรือเนื้อเยื่อขนาดเล็กที่อยู่ใจกลางฟัน ซึ่งเมื่อโพรงประสาทฟันที่ถูกทำลาย อักเสบ หรือตายถูกตัดออก พื้นที่ส่วนที่เหลือก็จะถูกทำความสะอาด จัดรูปทรง และอุด กระบวนการนี้จะเป็นการปิดคลุมรากฟัน เมื่อหลายปีก่อน ฟันที่มีโพรงประสาทฟันอักเสบจะต้องถูกถอนออก แต่ในปัจจุบัน การรักษารากฟันจะช่วยรักษาฟันไว้ได้
สาเหตุส่วนใหญ่ของการที่โพรงประสาทฟันถูกทำลายหรือตายได้แก่
  • ฟันแตก
  • ฟันผุอย่างรุนแรง
  • อาการบาดเจ็บของฟัน เช่น การกระแทกอย่างแรงที่ฟัน ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไม่นานหรือในอดีต
เมื่อโพรงประสาทฟันติดเชื้อหรือตาย ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา จะมีการก่อตัวที่ปลายรากฟันในกระดูกขากรรไกร เกิดเป็นฝีได้ และสามารถทำลายกระดูกรอบๆ ฟันทำให้เกิดอาการปวด
การรักษารากฟันทำอย่างไร
การรักษารากฟันประกอบด้วยหลายขั้นตอน และต้องใช้เวลาพบทันตแพทย์หลายครั้ง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยมีขั้นตอนดังนี้:
  • ขั้นตอนแรก คือการเปิดที่ด้านหลังของฟันหน้า หรือครอบฟันของฟันกราม
  • หลังจากที่โพรงประสาทฟันที่เสียถูกตัดออก (การรักษาโพรงประสาทฟัน) จะมีการทำความสะอาดโพรงประสาทฟันในตัวฟันและรากฟัน และตกแต่งเพื่อทำการอุดต่อไป
  • ถ้าต้องมีการพบทันตแพทย์มากกว่า 1 ครั้ง จะมีการอุดชั่วคราวไปก่อนเพื่อปกป้องฟันระหว่างรอการรักษาต่อไป
  • เมื่อวัสดุอุดฟันชั่วคราวถูกถอนออก ทันตแพทย์จะทำการอุดถาวรโดยใช้วัสดุคล้ายยางเป็นแท่งเล็กๆ เรียกว่า Gutta-percha เติมลงไปที่คลองรากและปิดด้วยซีเมนต์ บางครั้งอาจมีการใส่โลหะหรือพลาสติกแท่งลงไปเพื่อประคองฟันไว้
  • ในขั้นตอนสุดท้าย ครอบฟันมักจะต้องใช้เพื่อคลุมฟัน และรักษารูปทรงธรรมชาติ ถ้าฟันล้มอาจจำเป็นต้องใช้ที่ค้ำก่อนทำการครอบฟัน
ฟันที่รับการรักษาจะอยู่ได้นานเท่าใด
ฟันที่ได้รับการรักษาหรือฟื้นฟูสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตถ้ามีการดูแลอย่างเหมาะสม เพราะฟันผุยังสามารถเกิดขึ้นได้อีกในฟันที่รับการรักษาแล้ว สุขอนามัยของปากและฟันที่ดีตลอดจนการพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต
เนื่องจากไม่มีโพรงประสาทฟันเหลือเพื่อให้ฟันยังมีชีวิตอยู่ ฟันที่ผ่านการรักษารากฟันอาจมีความเปราะและแตกได้ง่าย จึงเป็นสาเหตสำคัญในการครอบฟันหลังจากที่รับการรักษารากฟันแล้ว
วิธีที่ใช้ในการตัดสินว่าการรักษาประสบความสำเร็จหรือไม่ คือ การเอ็กซเรย์เพื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการรักษา ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่ากระดูกยังคงถูกทำลายหรือมีการสร้างตัวใหม่

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เริ่มต้นปีใหม่...เริ่มใส่ใจการกิน (ซะที)

ข้อแนะนำในการกินอาหารให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย
ง่าย ๆ คือ ให้ยึดหลักโภชนบัญญัติ 9 ประการ เพราะนอกจากจะทำให้สุขภาพดีแล้ว ยังช่วยป้องกันการเสี่ยงต่อการเป็น โรคต่างๆ รวมถึงมะเร็งลำใส้ใหญ่ด้วย รวมทั้งต้องไม่ลืมในสิ่งสำคัญบางเรื่อง เช่น แคลเซียม ไม่ได้หมายความว่า กินแต่อาหารที่มีสารแคลเซียมอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องกินวิตามินดี เพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียมด้วย หรืออาหารประเภทไขมันควรจะกินในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป จะขาดเลยก็ไม่ได้  เพราะว่าไขมันมีความจำเป็นต่อร่างกายเหมือนกัน แต่ถ้าทานเยอะเกินก็จะมีปัญหาในเรื่องไขมันในเลือดสูง ซึ่งถ้าเราขับถ่ายให้เป็นปกติ ทานอาหารที่มีไขมันน้อยก็จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงได้ 
 
จะหลีกเลี่ยงอาหารงานเลี้ยงซึ่งส่วนใหญ่เป็นแป้ง และแอลกอฮอล์อย่างไร
ก็ต้องลดปริมาณลง  เช่น ปกติเราทานผลไม้ แต่เราไปดื่มน้ำผลไม้แล้วในงานเลี้ยง เราก็ต้องลดการทานผลไม้ให้น้อยลง  หรือถ้าเราทานเค้กแล้ว ก็ต้องลดข้าวลงเพราะเป็นสารอาหารคาร์โบไฮเดรตเหมือนกัน  เวลาไปงานเลี้ยง ถ้ามีอาหารพวกสลัดหรือผัก แนะนำให้ทานเข้าไปเยอะๆ ถือเป็นการรองท้องได้ด้วย เราก็ต้องเตรียมตัวก่อนจะไปงานเลี้ยงว่า เราจะเลือกรับประทานอะไร อย่างไรบ้าง
            ถ้าเป็นพวกแอลกอฮอล์ก็ให้เปลี่ยนเป็นน้ำผลไม้จะดีกว่า แต่อย่าให้ปริมาณเยอะมาก  ถ้าเปรียบเทียบแล้วการทานผลไม้จะดีกว่าการดื่มน้ำผลไม้ เพราะผลไม้มีกากใยเยอะ และรู้สึกอิ่มกว่าการดื่มน้ำผลไม้
เค้กก็ให้หลีกเลี่ยงเป็นเค้กที่ไม่มีหน้าเค้ก หรือเป็นหน้าผลไม้ เช่น หน้าแยม และปริมาณก็ต้องอย่าให้มาก  เพราะเค้กที่เห็นว่าชิ้นเล็กๆ แต่ให้พลังงานมาก แล้วก็สามารถสะสม ทำให้เราอ้วนได้

 
มีวิธีลดปริมาณแคลอรี่จากการกินอาหารอย่างไรบ้าง

ออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ทำให้เราไม่อ้วนได้ แต่ก็ต้องลดปริมาณอาหารให้น้อยลงด้วย เช่น ถ้าตอนค่ำเรามีปาร์ตี้ แต่ยังทานอาหารมื้อเย็นปกติ แล้วก็ไปทานต่อในงานปาร์ตี้อีก แบบนี้ถือว่าเยอะมาก  ต้องลดอาหารแล้วก็ไปออกกำลังกาย  สำหรับคนที่รับประทานฟาสฟู้ดแล้วคิดว่า แค่มื้อเดียวคงไม่เป็นไร จริง ๆแล้ว แค่มื้อเดียว แต่ไขมันสูงกว่าปกติค่อนข้างเยอะ แล้วยังมีพวกทรานส์แฟต (Trans-fat) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดไขมันในเลือดสูง และยังมีผลต่อการควบคุมน้ำตาลด้วย ส่งผลเสียหลายอย่าง 

แค่พูดความจริง...ที่หมออยากรู้

 สิ่งที่จะช่วยให้การวินิจฉัยโรคของหมอเป็นไปอย่างรวดเร็ว และสามารถจัดยาให้ผู้ป่วยกลับไปรับประทานได้ตรงตามอาการของโรค นั่นคือ "การบอกเรื่องจริง..ที่หมออยากรู้" เพราะบางท่านอายที่จะพูดความจริง ทำให้หมออาจต้องเสียเวลาไปกับการวินิจฉัย กว่าจะทราบสาเหตุของการป่วยที่แท้จริงก็ต้องเสียเวลาซักถามกันอยู่นาน 
- สิ่งเล็กน้อยบางอย่างที่ไม่ควรละเลย เช่น คุณยายของคุณเคยมีความดันโลหิตสูงขึ้นหลังจิบไวน์ในมื้อค่ำวันหนึ่ง รายละเอียดที่ไม่ควรมองข้ามนี้จะช่วยให้คุณหมอสามารถวางแผนการดูแลสุขภาพของคุณได้อย่างครอบคลุมความเป็นตัวคุณมากที่สุด

- คุณควรมีประวัติทางสุขภาพเป็นของตัวเอง การที่มีหมอประจำตัวจะมีคนช่วยจำความต่อเนื่องของสุขภาพให้กับได้ แต่หากยังไม่สามารถปลงใจฝากสุขภาพตลอดชีวิตไว้กับกับคุณหมอคนใดคนหนึ่งได้ คุณก็ควรจะมั่นใจว่า คุณหมอที่คุณปรึกษาอยู่นั้นมีความเข้าใจในภาวะสุขภาพหรือโรคที่คุณเป็นอยู่ดีพอ

- หากคุณเพิ่งเปลี่ยนหมอประจำตัวมา ควรส่งต่อข้อมูลทางสุขภาพที่คุณมีทั้งหมดให้กับหมอ เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมประวัติทางสุขภาพของคุณไว้อย่างเป็นระบบก็เป็นแนวทางที่น่าสนใจนะ

- ก่อนที่จะไปพบคุณหมอ คุณควรเตรียมข้อมูลส่วนตัวไว้บ้าง ทำบันทึกช่วยจำว่า ภาวะสุขภาพของที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง เช่นว่า เคยมีอาการเจ็บป่วยมาอย่างไร เมื่อไหร่ และได้รับการรักษามาอย่างไร ก่อนหน้านี้เคยมีประวัติแพ้อาหารหรือยาใดหรือไม่ เคยได้รับผลข้างเคียงจากการรักษาครั้งก่อนหรือเปล่า ที่สำคัญ อย่าลืมบอกด้วยว่า คุณเคยผ่านการรักษามาจากบุคลากรทางการแพทย์อื่นมาบ้างแล้ว (เน้นอย่างยิ่งในกรณีที่เป็นการรักษาทางด้านจิตเวช) คุณควรมีบันทึกของการสั่งซื้อยาใช้เองหรือยาสมุนไพร รวมถึงประวัติการได้รับวัคซีน

- ประวัติการเจ็บป่วยทางครอบครัว พันธุกรรมเป็นกุญแจสำคัญของอาการบางอย่างที่อาจพัฒนาไปสู่โรค ทั้งอัลไซเมอร์, มะเร็งบางชนิด, โรคซึมเศร้า, เบาหวาน, โรคหัวใจ, ความดันโลหิตสูง และอีกหลายต่อหลายโรค การที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคทางกรรมพันธุ์เหล่านั้นแล้วก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าคุณจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนั้นๆจะลดลงนะ คุณเองอาจได้รับมรดกสายเลือดมาด้วยก็ได้ ฉะนั้นการที่คุณทราบโรคทางกรรมพันธุ์ของตระกูลบ้างก็จะช่วยให้คุณพอจะมองเห็นภาวะสุขภาพในอนาคตของคุณเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

- ข้อมูลโรคหรืออาการเจ็บป่วยที่สมาชิกในครอบครัวของคุณเคยประสบมาก่อน เพื่อให้คุณหมอสามารถบ่งชี้ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคของคุณได้ อีกทั้งยังสามารถแนะนำแนวทางดำเนินชีวิต หรือการปรับเปลี่ยนแผนการรักษา  รวมถึงการตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติมที่จำเป็นสำหรับคุณ

- การบันทึกประวัติทางสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว เน้นข้อมูลสำคัญ เช่น สาเหตุและช่วงอายุที่เสียชีวิต โดยควรเป็นข้อมูลของญาติสนิทสายตรงตั้งแต่รุ่นปู่ย่า-ตายาย, ลุงป้าน้าอา, จนถึงหลานรุ่นแรก

- รูปแบบของการดำเนินชีวิต เช่น การรับประทานอาหาร, ระดับของการใช้กำลังกาย และการดื่มแอลกอฮอร์หรือการสูบบุหรี่ล้วนแล้วแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณได้เท่ากับที่การรักษาจะช่วยคุณได้นั่นแหละ สิ่งเหล่านี้ คือ ข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้คุณหมอสามารถปะติดปะต่อภาวะสุขภาพของคุณได้ชัดเจน

- หากว่า คุณไม่ได้มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แข็งแรงมากนัก ก็ถึงเวลาแล้วที่คุณควรจะเริ่มพูดแต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น สำคัญอย่างยิ่ง
คือ พฤติกรรมเสี่ยงทั้งหลายของคุณ ทั้งการสูบบุหรี่, ดื่มแอลกอฮอร์จัด, หรือมีเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยงเสี่ยงมีหลายคู่นอน เป็นต้น เมื่อคุณหมอแนะนำให้คุณงดเว้นพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านั้น คุณต้องใส่ใจไว้ว่า นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้น คงไม่มีหมอท่านใดจะมีสิทธิ์ตัดสินการใช้ชีวิตของคุณเองได้
รายละเอียดเล็กน้อยบางเรื่องก็อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ โดยเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับสุขภาพของตัวคุณเอง ถึงเวลาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคราวหน้า ก็อย่าลืมว่า "ต้องพูดความจริง" แค่นี้เองที่คุณหมอต้องการ เพื่อจะได้ช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยของคุณให้หลายขาดได้อย่างรวดเร็วขึ้น 

ล้างมือ บ่อยครั้ง หยุดยั้งเชื้อโรค


ในปัจจุบันนี้ จะเห็นได้ว่ามีโรคติดต่อหลายชนิดเกิดขึ้นใหม่ๆ แปลกๆ มากมาย ซึ่งสาเหตุใหญ่คงเป็นเพราะสภาพอากาศทั่วไปเดียวนี้แปรปรวนมากขึ้นทุกวัน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เป็นหนทางให้พวกเชื้อโรคต่างๆ แพร่พันธุ์ไปทั่ว และที่น่ากังวลที่สุดนั่นคือการแพร่เชื้อโรคเข้าสู่คน ปัจจุบันจึงเกิดการตื่นตัวมากยิ่งขึ้นในการป้องกันเชื้อโรคจากแหล่งต่างๆ ทั้งทางอาหาร น้ำดื่ม สิ่งแวดล้อมทั่วไป และการใช้เครื่องมือเพื่อป้องกันโรค เช่น ผ้าปิดปาก-จมูก ถุงมือ หรือความแพร่หลายของผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย เช่น สบู่ฆ่าเชื้อ สเปรย์ฆ่าเชื้อ แต่หากพิจารณาจากความคุ้มค่า คุ้มราคากับวิธีการป้องกันโรคติดต่อ เห็นจะไม่มีวิธีใดที่ดีไปกว่า "การล้างมือ"  เพราะว่ามือเป็นอวัยวะที่คนเราใช้สัมผัสกับสิ่งต่างๆ รอบตัวมากที่สุด และนับว่าเป็นพาหะนำโรคที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดอย่างหนึ่ง ซึ่งการล้างมือ  หมายถึง การขัดถูให้ทั่วมือ รวมทั้งช่องลายนิ้วมือ ด้วยสบู่หรือสารเคมีและน้ำ แล้วล้างออกให้สะอาด
มือนำเชื้อโรคอะไรได้บ้าง?
- โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ โรคหัด หัดเยอรมัน นอกจากจะติดต่อผ่านการหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป ยังสามารถติดต่อได้จากการที่มือสัมผัสกับสิ่งของเครื่องใช้ หรือสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย (น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ เลือด)
- โรคติดต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย อุจจาระร่วง อหิวาหตกโรค อาหารเป็นพิษ ไข้เอนเทอริค (บิดมีตัว) โรคพยาธิชนิดต่างๆ โรคตับอักเสบ ชนิด เอ การติดต่อเกิดจากการที่มือปนเปื้อนเชื้อเหล่านั้นแล้วหยิบจับอาหารกินเข้าไป
- โรคติดต่อจากการสัมผัสโดยตรง เช่น โรคตาแดง โรคเชื้อรา แผลอักเสบที่ผิวหนัง หิด โรคเริม โดยการติดต่อจากมือไปสัมผัสแผล ฝี หนอง โดยตรง แล้วมาสัมผัสกับส่วนต่างๆ ของร่างกาย
- โรคติดต่อที่รุนแรง เช่น โรคไข้หวัดมรณะ (SARS) โรคไข้หวัดนก การติดต่อเกิดจากการรับเชื้อในระบบทางเดินหายใจ หรือมือไปสัมผัสกับสิ่งคัดหลั่งต่างๆ (น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ เลือด) ของผู้ป่วยและสัตว์ปีกที่ป่วยเป็นโรคไข้หวัดนก

ควรจะล้างมือเมื่อไหร่?
- หลังการไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก
- หลังออกจากห้องน้ำ
- ก่อนและหลังสัมผัสผู้ป่วย
- ก่อนและหลังการเตรียมและป้อนอาหารให้เด็ก
- ก่อนหยิบและรับประทานอาหาร
- หลังการสัมผัสสัตว์ทุกชนิด

การล้างมือแบ่งออกได้ดังนี้

การล้างมือให้สะอาดอย่างถูกวิธีทำได้ดังนี้

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการล้างมือ
- การล้างมืออย่างถูกวิธีร่วมกับการใช้ผ้าเช็ดมือที่สะอาดทุกครั้ง สามารถลดการติดเชื้อในโรงพยาบาลได้ 50%
- ลดภาวะการเจ็บป่วยได้ 43%
- ลดจำนวนเชื้อโรคได้ 28%
- กระตุ้นผู้ร่วมงานได้ 38%
- เพิ่มความปลอดภัยและความพึงพอใจได้ 16%
ดังนั้นทุกคนจึงมีควรมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการล้างมืออย่างถูกวิธี เห็นความสำคัญและตระหนักถึงการล้างมืออยู่เสมอ รวมทั้งมีพฤติกรรมการล้างมืออย่างเหมาะสม จะสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อได้