วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความเชื่อโบราณ


ความเชื่อโบราณ


1.) ห้ามใส่ชุดสีดำเยี่ยมคนป่วย
เพราะสีดำเป็นสีที่คนโบราณถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความทุกข์โศก
การใส่ชุดดำไปเยี่ยมผู้ป่วยนั้นเป็นการแช่งให้ผู้ป่วยตายเร็วขึ้น

2.) จิ้งจกร้องทัก ห้ามออกจากบ้านเด็ดขาด
โดยถ้าเสียงนั้นอยู่ด้านหลังหรือตรงศีรษะให้เลื่อนการเดินทาง
แต่หากเสียงร้องทักอยู่ด้านหน้าหรือซ้าย ให้เดินทางได้
จะทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นสะดวกสบาย

3.) ตุ๊กแกร้องตอนกลางวัน เชื่อว่าจะมีเหตุร้าย
เพราะตามปกติแล้วตุ๊กแกที่อาศัยในบ้านมักจะร้องตอนกลางคืน
ถ้าร้องตอนกลางวันถือเป็นลางบอกเหตุร้าย
เนื่องจากคนโบราณเชื่อว่าตุ๊กแกคือ
วิญญาณของปู่ย่าตายายที่ตายไปแล้วมาอาศัยอยู่
คอยคุ้มครองลูกหลานจากภัยอันตราย

4.) นกแสกเกาะหลังคาบ้าน จะเกิดลางร้าย
เพราะนกแสกเป็นนกที่ถือว่าให้ความอัปมงคล
เนื่องจากโดยธรรมชาตินกแสก
มักจะไม่มาปะปนอยู่ตามที่อยู่อาศัยของคน

หมายเหตุ สวนปาล์มที่มาเลย์กับสุราษฏร์ธานีบางแห่ง จะเลี้ยงไว้กำจัดหนูและงูในสวน

5.) ถ้านกถ่ายรดบนศรีษะ เชื่อว่าจะโชคร้าย
หากกำลังจะออกเดินทางแล้วถูกนกถ่ายรดที่ศรีษะซะก่อน
ให้หยุดการเดินทางทันที หรือเลื่อนกำหนดออกไปเป็นวันรุ่งขึ้น

6.) เมื่อตัวเงินตัวทองคลานเข้าบ้าน ให้พูดแต่สิ่งดีๆ ไม่ให้ไล่

7.) กลางคืนถ้าได้ยินเสียงร้องทักห้ามขานรับ
เพราะเชื่อว่าเป็นเสียงของดวงวิญญาณ
อาจจะมาหลอนมาหลอกหรือเป็นการเชิญวิญญาณเข้าบ้าน
หมายเหตุ อาจจะเป็นโจรผู้ร้ายมาลอบถามว่าอยู่หรือไม่
หรือสมัยโบราณประเพณีฝังเสาหลักเมืองจะค้นหาคนเรียกขานคน
ไปทำพิธีกรรมฝังทั้งเป็นหรือฆ่าให้ตายฝังไว้เพื่อเฝ้าศาลหลักเมือง
(ที่มีปรากฎแน่ชัดคือ พงศาวดารพม่า
ส่วนพงศาวดารของไทยในสมัยรัชกาลที่หนึ่ง
ระบุว่าช่วงจะปักเสาหลักเมือง มีงูสี่ตัวสองหน
(ห้ามบอกจำนวนเต็มผวนกลับเป็นคำหยาบ)
วิ่งลงไปในเสาหลักเมือง  ตอนยกเสาลงพอดีทำให้ตายทั้งหมด
ชื่อเดิมที่คนไทยไม่นิยมตั้งกันในสมัยโบราณคือ เงิน ทอง มั่น คง
เกรงการตอบรับจะกลายเป็นผีเฝ้าศาลหลักเมือง

8.) คนที่มีไฝที่ริมฝีปากล่าง ให้ระวังปากนำเคราะห์
เพราะพูดไม่คิด และมักเป็นคนใจร้อน
อารมณ์รุนแรงขาดเหตุผลในการยับยั้งชั่งใจ

9.) คนใดที่มีลักษณะผมหยิกๆ หน้าสั้นคอสั้น มักจะเจ้าชู้
(แต่เป็นความเชื่อขำๆนะ อันนี้ต้องคิดว่าต้องดูต่อจากภายในหัวใจ)

10.) คนใบหูใหญ่มักร่ำรวยและมีบุญวาสนา
คนใบหูหนาเป็นคนมีศีลธรรม
คนใบหูบางเป็นคนโดดเดี่ยว ไร้บุญวาสนา

11.) คนที่พูดจาหลายเสียงในการพูดคุยครั้งเดียวกันเป็นคนคบยาก
เพราะหาความแน่นอนอะไรไม่ได้

12.) คนหัวล้านมักจะเจ้าชู้และเจ้าเล่ห์
ซึ่งได้ต้นแบบมาจากขุนช้างในวรรณคดี
ทำให้คนโบราณเชื่อว่า คนลักษณะแบบนี้จะมีนิสัยเหมือนขุนช้าง

13.) เด็กทารกคนใดที่เกิดมาแล้วมีปาน
คนโบราณเชื่อว่า ได้เกิดมาแล้วชาติหนึ่ง (ชาติที่แล้ว)
และถูกป้ายด้วยของตำหนิเอาไว้
หากเป็นปานแดงหมายถึงถูกป้ายด้วยปูนแดง
และหากเป็นปานดำหมายถึงถูกป้ายด้วยถ่าน

14.) ห้ามปลูกต้นไม้ที่วัดปลูกมาแล้ว
(เช่น ไปเอาต้นไม้ที่อยู่ในวัดมาปลูกที่บ้าน)
เพราะเชื่อกันว่า ต้นไม้ที่ขึ้นตามวัดหรือนำไปปลูกที่วัดเป็นของสูง
และสมควรอยู่ในวัด หากนำมาปลูกที่บ้านจะทำให้บ้านนั้นตกอับ

15.) ห้ามตัดผมวันพุธ เพราะเชื่อว่าการตัดผมวันพุธ
จะทำให้เกิดอัปมงคลกับชีวิต
เพราะอย่างนี้ ร้านตัดผมหลายร้านมักจะนิยมหยุดทำการในวันพุธ

16.) หากตาซ้ายกระตุก เชื่อว่ามีเคราะห์ โชคร้ายผิดหวัง
ถ้าตาขวากระตุกถือว่าโชคดี
แต่ถ้าเป็นในช่วงกลางคืน
ตาขวากระตุกจะไม่ดี จะมีเคราะห์มีเหตุร้ายเกิดขึ้น
แต่ถ้าหากเป็นตาซ้ายกระตุกจะมีโชคลาภจากเพื่อน

17.) หากสัตว์ป่าเข้าบ้านเชื่อว่าจะนำความอัปมงคลมาให้
ควรจุดธูปเทียน ดอกไม้และเชิญให้ออกจากบ้าน
พร้อมกับขอพรให้นำพาสิ่งดีงามมาให้

18.) ห้ามเผาศพวันศุกร์
เพราะคนโบราณถือว่าการเผาศพในวันศุกร์
จะให้ทุกข์กับคนเป็นญาติ
เนื่องจากวันศุกร์เป็นวันแห่งโชคลาภ
เหมาะกับงานมงคลมากกว่า

19.) ในขณะที่กำลังสางผม หากหวีเกิดหักคาผม จะเกิดเรื่องไม่ดีตามมา
ให้นำหวีนั้นทิ้งไปเลย (ซื้อมาเป็นพันเป็นหมื่นก็อย่าเสียดาย)
ไม่ให้เก็บไว้ใช้หรือนำไปซ่อมมาใช้ใหม่

20.) ตอนกลางคืนถ้าได้กลิ่นธูปลอยมา
คนโบราณเชื่อกันว่า เป็นวิญญาณของญาติสนิทภายในครอบครัวมาหา

21.) ผึ้งทำรังในบ้าน เชื่อว่ามีโชค อย่าไปไล่หรือทำลายเด็ดขาด
เพราะอาจจะทำให้เกิดความหายนะ เพราะผึ้งเป็นแมลงนำโชคที่ขยันการทำงาน

22.) การปลูกต้นว่านชี้ชะตาได้
โดยถ้าต้นว่านเจริญงอกงาม
ทำนายว่าการค้าจะงอกงาม
แต่ถ้าต้นว่านแห้งเ่หี่ยว
ทำนายว่าการค้าจะไปไม่รอด

ตัวอย่าง ว่านเศรษฐี (มีหลายสายพันธุ์/หลายชื่อ)

23.) ก่อนออกจากบ้านให้ตั้งสติและก้าวเท้าขวาออกก่อนเท้าซ้าย จะนำโชคดีมาให้
เพราะเชื่อว่าร่างกายมนุษย์เป็นพลังงานลบที่อ่อนแอกว่าด้านขวา

24.) หากนั่งล้อมวงกินข้าวกันอยู่
และเกิดมือชนกันขณะเอื้อมไปตักกับข้าว
เชื่อกันว่าจะมีแขกมาเยือนให้เตรียมตัวต้อนรับ

25.) อย่าเคาะจานข้าว เพราะเชื่อว่าจะเป็นการเรียกวิญญาณที่พเนจร
เมื่อได้ยินเสียงเราเคาะจาน ก็จะพากันมาแย่งเรากินข้าว
(บางคนกินข้าวจะรู้สึกว่ากินไม่อิ่ม)
หมายเหตุ นิยายกำลังภายในจีนของโกวเล้ง
การเคาะตะเกียบบนโต๊ะหมายถึง การท้าทายคนในโรงเตี้ยมให้มาสู้รบกัน

26.) กลางคืนห้ามกวาดบ้าน
เพราะเชื่อว่าจะเป็นการกวาดเงินกวาดทอง
ที่สะสมมาตั้งแต่ตอนเช้าออกไปหมด
ซึ่งอาจเป็นได้ว่าเมื่อก่อนไม่มีไฟฟ้าตอนกลางคืนมืดมาก
การกวาดบ้านตอนกลางคืนจึงไม่ปลอดภัย

27.) ไม่ควรมีรูปภาพหรือรูปปั้นยักษ์ประดับตกแต่งบ้าน
เพราะจะทำให้คนในบ้านทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยและทำให้มีแต่เรื่องเดือดร้อน

28.) อย่าตั้งเตียงนอนโดยเอาหัวเตียงหันไปชนกับห้องน้ำ
เพราะจะทำให้โชคลาภหนีหาย
และอย่าตั้งเตียงนอนโดยหันปลายเตียงตรงกับประตูทางเข้าพอดี
เพราะจะทำให้ฝันร้าย

29.) การแบ่งอาหารและน้ำให้แก่สุนัขหรือแมวจรจัดที่หิวโหย
หรือการให้ที่พักพิงแก่สัตว์เหล่านี้ในวันฝนตกเป็นอานิสงส์มหาศาล

30.) อย่าปล่อยให้ครัวสกปรก เพราะจะทำให้อับโชค ขาดเงิน ขาดทอง

31.) อย่าให้ของขวัญคนรักหรือเพื่อนสนิทเป็นผ้าเช็ดหน้า
เพราะถือว่าเป็นลางไม่ดี หากมอบให้แล้วจะถือว่าเป็นลางต้องจากกันหรือมีเรื่องทะเลาะกัน

32.) ถ้าปล่อยให้กระจกในบ้านขุ่นมัว
จะทำให้ดวงชะตาของคนในบ้านจะหม่นหมองทำอะไรก็ไม่ขึ้น
จึงต้องหมั่นเช็ดกระจกสม่ำเสมอ

33.) วันโกน วันพระวันเกิด และวันเข้าพรรษา ควรงดมีเพศสัมพันธ์
เพราะถือว่าเป็นวันบิรสุทธิ์ (คนที่อยู่ในวัยเรียนอย่าแม้แต่จะคิด)

34.) หากเดินไปเจอเหรียญตกให้เก็บเป็นเหรียญนำโชค
หากมองผ่านเลยไป จะเหมือนเป็นการดูถูกเงินน้อย
ทำให้อับโชคในช่วงเวลานั้นๆ (เก็บให้ตำรวจก็ดีนะเออ)

35.) การสวมแหวนนิ้วกลางข้างขวา ถือเป็นการเสริมดวงการเงินและบารมี
ส่วนการสวมแหวนนิ้วนางหรือนิ้วก้อยถือเป็นการเสริมเสน่ห์และเสริมดวงความรัก

36.) ห้ามสาวโสดร้องเพลงในครัว เพราะจะทำให้มีแฟนเป็นคนแก่ หรือหาแฟนไม่ได้
แต่ถ้าตำครกเสียงดัง จะมีหนุ่มมาสู่ขอ

37.) การทำบุญโลงศพอนาถาที่ไร้ญาติ จะเสริมชะตาของเราให้กล้าแข็ง ทำให้ทุกข์และเคราะห์เบาบางลงไปได้

38.) ควรหมั่นดูแลหิ้งพระให้สะอาดสม่ำเสมอ ไม่อย่างนั้นจะถือว่าเป็นการทำให้เกิดความอับโชคหรือเสื่อมลาภ เสื่อมยศได้

39.) ในบ้านควรมีไข่และส้มในตะกร้าเสมอ เพื่อเรียกความสมบูรณ์พูนสุขเข้าบ้าน
หมายเหตุ ไว้รับรองแขกไปใครมา หรือทำอาหารเลี้ยงรับรองได้ง่าย

40.) ห้ามหญิงมีครรภ์ไปงานศพ เพราะเกรงว่าวิญญาณ
จะสามารถเข้าไปรบกวนทารกในครรภ์ ทำให้เกิดอันตรายได้
หมายเหตุ  ทางจีนมักจะบอกว่ามีโอกาสชง (หรือทำให้ไม่ดีกับเด็กกับแม่เด็ก)

41.) ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตกจะทำให้นอนฝันร้าย ตื่นขึ้นมาไม่สดชื่น
หมายเหตุ ธรรมเนียมโบราณบางแห่งจะฝังศพหันหัวไปทางด้านทิศตะวันตก

42.) ถ้าสร้อยคอขาดออกจากคอหรือหลุดออกมา จะมีเหตุให้พบเรื่องร้าย

43.) ห้ามทักเด็กแรกเกิดที่ยังเล็กว่าน่ารัก  เพราะอาจทำให้วิญญาณอิจฉา ลักพาตัวไป

44.) ห้ามตัดเล็บกลางคืน วิญญาณบรรพบุรุษจะอยู่ไม่เป็นสุข
เพราะสมัยก่อนการตัดเล็บจะใช้มีดเจียนหมาก หรือมีดเล็ก ๆ
จึงห้ามตัดเล็บในเวลากลางคืน เพราะอาจจะเป็นอันตราย

มีดเจียนหมากแบบชาวบ้าน

45.) จะก้าวขึ้นหรือลงบันได ให้ก้าวทีละก้าวทีละขั้น
อย่าก้าวทีเดียวสามชั้น จะทำให้ทำมาหากินไม่สำเร็จ
เหมือนไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ให้ค่อยเป็นค่อยไป
อย่าทำอะไรที่ให้เกินความสามารถ หรือข้ามขั้นตอน

46.) ห้ามหญิงท้องไปดูคนคลอดลูกจะทำให้คลอดลูกยาก
เพราะหากหญิงมีครรภ์ไปดูคนอื่นคลอดลูกแล้ว
เห็นภาพอาการเจ็บปวดของการคลอด
อาจจะทำให้กลัวและเกิดอาการเสียขวัญ

47.) โต๊ะเครื่องแป้งที่มีกระจกเงา หรือบางกระจกเงาทั้งหลาย
ไม่ควรนำมาวางตั้งให้ตรงกับปลายเตียงหัวเยงหรือเหนือเพดาน
เพราะจะทำให้หมกหมุ่นอยู่กับเรื่องเพศ นอนหลับไม่สนิท และมักฝันร้ายอยู่บ่อยๆ

48.) ฝนตั้งเค้า ให้ปักตะไคร้คว่ำลงดินกลางที่โล่งแจ้ง จะทำให้ฝนหยุดตก
หมายเหตุ บางแห่งให้เด็กหญิงที่เชื่อว่ายังบริสุทธิ์อยู่เป็นคนปัก

49.) อย่าลูบศีรษะของเด็ก โดยเฉพาะเด็กไทย
เพราะศีรษะถือเป็นส่วนศักดิ์สิทธิ์ไม่ควรให้ใครลูบเล่น
หมายเหตุ เด็กทารกส่วนมากกระหม่อมยังไม่ปิดสมบูรณ์ อาจเป็นอันตรายได้ถ้ามีอะไรบาด

50.) ฝันว่างูรัด ทำนายว่าคนโสดจะได้พบเนื้อคู่เร็ว ๆ นี้
ฝันว่างูกัดทำนายว่าศัตรูเพศตรงข้าม
จะคิดร้ายหรือได้รับเคราะห์จะเพื่อนบ้าน

51.) ฝันเห็นคนตายหรือศพ ทำนายว่าจะได้ลาภจากเสี่ยงโชค

52.) ฝันว่าฟันหักทำนายว่าจะสูญเสีย
โดยถ้าฝันว่าฟันบนหัก ทำนายว่า จะเสียญาติผู้ใหญ่ข้างฝ่ายบิดา
ถ้าฟันล่างหัก ทำนายว่าจะเสียญาติผู้ใหญ่ข้างมารดา

53.) ฝันว่าจูบกับคนรัก จะได้รับเคราะห์เล็กๆน้อยๆจากคนใกล้ตัว

54.) ห้ามฉลองก่อนวันเกิด เพราะอาจหมายถึงการรีบเร่งไปสู่ความตาย

55.) ภายในบ้านไม่ควรมีประตู 3 บาน ตรงกันหรือเหลื่อมล้ำตรงกันเพียงนิดเดียว
เพราะเป็นสัญลักษณ์ของประตูจาก 3 โลก ทำให้วิญญาณเดินผ่านมาได้
หมายเหตุ อากาศจะไหลเข้าออกเร็วตามมาด้วยฝุ่นละออง
กับทำให้คนร้ายวิ่งเข้าออกได้ง่ายกว่าบ้านทั่วไป

56.) คางคกขึ้นบ้านถือเป็นลางดี แสดงว่าบ้านนั้นกำลังจะมีโชค

57.) มือซ้ายกระตุก เชื่อว่ามีลางร้ายมีเหตุจะต้องเสียเงินเสียทอง
มือขวากระตุกเชื่อว่าเป็นลางที่ดีมาก จะได้รับโชคลาภ และอาจได้ลาภลอยจาการเสี่ยงโชค

58.) ถ้านกในกรงที่เลี้ยงไว้ร้องในเวลากลางคืนเชื่อว่าจะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง

59.) ผู้หญิงระหว่างมีประจำเดือน ไม่ควรก้าวล้ำไปในวัด เพราะอาจก่อให้เกิดความอัปมงคล
หมายเหตุ พุทธสถานบางแห่งในภาคเหนือภาคอิสาณ  จะห้ามผู้หญิงเข้าไปในบางบริเวณ

60.) ความฝันในตอนเช้ามักเป็นความจริง
เพราะคนโบราณเชื่อว่าเทวดาที่มาโปรดสัตว์
เคยเป็นญาติมิตรของเรานั่นเอง

ที่มา http://goo.gl/XkyDg

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ทำไมถึงเรียกว่า "Google"


ทำไมถึงเรียกว่า "Google" เจ้าของเว็บไซต์รวบรวมข้อมูลที่มีค่าต่อการทำรายงานของเด็กๆทั่วโลก ทำไมต้องเรียกว่าgoogle 
ชื่อ "Google" มาจากคำว่า "googol" ซึ่งหมายถึงจำนวนทางคณิตศาสตร์ที่หมายถึงเลข 1 แล้วตามด้วยเลข 0 อีกหนึ่งร้อยตัว หรือ 10100 เพื่อเป็นการแสดงถึงเป้าหมายของบริษัทที่จะจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาล อีกกระแสหนึ่งบอกว่าชื่อ Google มาจากความผิดพลาดในการจดโดเมนเนมในช่วงก่อตั้ง
ในวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 กูเกิลชนะความในศาล ในคดีที่มีบริษัทอื่นตั้งชื่อใกล้เคียง ได้แก่ googkle.com ghoogle.com และ gooigle.com เพื่อเรียกให้คนอื่นเข้าเว็บไซต์ของตน ทำให้เกิดความเสียหายกับชื่อเสียงของกูเกิล
 

ประวัติปาท่องโก๋


ประวัติปาท่องโก๋
สมัยราชวงศ์ซ้อง ขุนนางกังฉินกับภรรยา ร่วมกันวางกลอุบายใส่ร้ายว่าแม่ทัพงักฮุยและแม่ทัพตงฉินหนีทัพ ทำให้แม่ทัพงักฮุยอันเป็นที่รักของประชาชนถูกประหารชีวิต ประชาชนต่างโกรธแค้น ขุนนางกังฉินและภรรยาแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งปกติชาวบ้านจะนิยมทานแป้งทอด จึงมีความคิดปั้นแป้งคู่แทนขุนนางกังฉินและภรรยานำลงไปทอดในน้ำมันร้อนๆ และก่อนจะทานก็จะฉีกออกเป็นสองท่อน เพื่อเป็นการระบายแค้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วารสาร อพวช. พฤศจิกายน 2555

หลังโดนน้ำร้อนลวกเล็กๆน้อยๆทำอย่างไร


หลังโดนน้ำร้อนลวกเล็กๆน้อยๆทำอย่างไร

ที่เราเคยๆเห็นๆกันมีตั้งแต่ ยาสีฟัน ยาหม่อง ยาเหลือง ยาเขียว ยาแดง ว่านหางจรเข้ บัวหิมะ และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่จริงๆแล้ว หลักการดูและแผลไหม้ตามผิวหนังนั้น มีเพียงนิดเดียว
คือ ออกจากแหล่งความร้อนให้เร็วที่สุด และทำให้แผลสะอาด

การใช้ยาต่างๆดังที่กล่าวมาไม่มีประโยชน์มากกว่าการล้างน้ำเปล่า
แผลไหม้ส่วนใหญ่จะหายได้เองโดยธรรมชาติ เพียงแค่ดูแลความสะอาดของแผลให้ดี และในบางครั้ง การเอาสารอื่นๆมาทาแผลกลับทำให้แผลหายช้ากว่าเดิมอีกต่างหาก เพราะมีความระคายเคืองต่อผิว และบางอย่างทำให้แผลสกปรกมากขึ้น

แต่ถ้าโดนมากๆก็ให้ไปโรงพยาบาลนะคับ

ประโยชน์ของวิตามินซี


วิตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป ซึ่งเราสามารถรับวิตามินซีจากสารอาหารที่เราทานเข้าไปได้ไม่ว่าจะเป็นผักหรือผลไม้ต่างๆ แต่บางคนไม่ชอบทานผักผลไม้จึงอาจจำเป็นต้องทานวิตามินเสริม เพราะประโยชน์ของวิตามินซีมีมากมายดังต่อไปนี้
1.วิตามินซีเป็นตัวสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นเส้นใยทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกันซึ่งจะทำให้ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ทั้งยังเป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือด
2.วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอความแก่และลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
3.ช่วยให้แผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น และช่วยลบเลือนจุดด่างดำ
4.ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างเม็ดเลือดทางอ้อม
5.ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์
6.ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคนอนหลับตายในกรณีเด็กอ่อน
7.ช่วยป้องกันโรคต้อกระจก
8.ช่วยแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน หากรับประทาน วิตามินซี เป็นประจำทุกวัน มันจะช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซลที่ถูกทำลายและช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ว
9.ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอล ในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับ วิตามินอี โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
10.ช่วยป้องกันอาการไมเกรน เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid โดย วิตามินซี จะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น
11.การรักษาด้วยการฉีดวิตามินซีปริมาณสูง ในผู้ป่วยมะเร็ง อาจช่วยหยุดยั้งโรคมะเร็งได้ เนื่องจากวิตามินจะเข้าทำปฏิกิริยาทางเคมีในเซลล์ มะเร็ง ให้กลายเป็นกรดขึ้น ทำให้เนื้อร้ายชะงักและน้ำหนักลดไปได้
11.ช่วยเรื่องความจำ โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลประสาทและจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10
12.บรรเทาอาการแพ้ เป็นหวัด หอบหืด ไซนัส ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า วิตามินซี ช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น
13.ช่วยให้ผิวขาวใส เนียน นุ่มลื่นอย่างเป็นธรรมชาติเพราะวิตามิน มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสร้างเม็ดสี และช่วยส่งเสริมให้ร่างกายดูดซึมกลูต้าไธโอน ทั้งจากตามธรรมชาติ และแบบที่ทานเสริมเข้าไปได้ดีขึ้น

วิตามินซีพบมากในผลไม้รสเปรี้ยว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผักใบเขียว แคนตาลูป มันฝรั่ง มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ พริกไทย เป็นต้น ซึ่งประโยชน์ของวิตามินซีมีมากมายแต่ไม่ควรทานเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะนอกจากทานไปก็ไม่ช่วยอะไรแล้วยังอันตรายต่อร่างกายด้วย ส่วนปริมาณต่ำสุดที่ควรทานต่อวัน ก็ไม่ควรน้อยกว่า 60 – 100 มิลลิกรัม ไม่อย่างนั้นอาจเกิดผลเสียต่อร่างกาย เช่น ผิวพรรณหมองคล้ำ อ่อนเพลีย มีเลือดออกตามไรฟัน และเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ตามมา

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การรักษารากฟัน

การรักษารากฟันคืออะไร
การรักษารากฟันคือ การตัดโพรงประสาทฟัน หรือเนื้อเยื่อขนาดเล็กที่อยู่ใจกลางฟัน ซึ่งเมื่อโพรงประสาทฟันที่ถูกทำลาย อักเสบ หรือตายถูกตัดออก พื้นที่ส่วนที่เหลือก็จะถูกทำความสะอาด จัดรูปทรง และอุด กระบวนการนี้จะเป็นการปิดคลุมรากฟัน เมื่อหลายปีก่อน ฟันที่มีโพรงประสาทฟันอักเสบจะต้องถูกถอนออก แต่ในปัจจุบัน การรักษารากฟันจะช่วยรักษาฟันไว้ได้
สาเหตุส่วนใหญ่ของการที่โพรงประสาทฟันถูกทำลายหรือตายได้แก่
  • ฟันแตก
  • ฟันผุอย่างรุนแรง
  • อาการบาดเจ็บของฟัน เช่น การกระแทกอย่างแรงที่ฟัน ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไม่นานหรือในอดีต
เมื่อโพรงประสาทฟันติดเชื้อหรือตาย ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา จะมีการก่อตัวที่ปลายรากฟันในกระดูกขากรรไกร เกิดเป็นฝีได้ และสามารถทำลายกระดูกรอบๆ ฟันทำให้เกิดอาการปวด
การรักษารากฟันทำอย่างไร
การรักษารากฟันประกอบด้วยหลายขั้นตอน และต้องใช้เวลาพบทันตแพทย์หลายครั้ง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยมีขั้นตอนดังนี้:
  • ขั้นตอนแรก คือการเปิดที่ด้านหลังของฟันหน้า หรือครอบฟันของฟันกราม
  • หลังจากที่โพรงประสาทฟันที่เสียถูกตัดออก (การรักษาโพรงประสาทฟัน) จะมีการทำความสะอาดโพรงประสาทฟันในตัวฟันและรากฟัน และตกแต่งเพื่อทำการอุดต่อไป
  • ถ้าต้องมีการพบทันตแพทย์มากกว่า 1 ครั้ง จะมีการอุดชั่วคราวไปก่อนเพื่อปกป้องฟันระหว่างรอการรักษาต่อไป
  • เมื่อวัสดุอุดฟันชั่วคราวถูกถอนออก ทันตแพทย์จะทำการอุดถาวรโดยใช้วัสดุคล้ายยางเป็นแท่งเล็กๆ เรียกว่า Gutta-percha เติมลงไปที่คลองรากและปิดด้วยซีเมนต์ บางครั้งอาจมีการใส่โลหะหรือพลาสติกแท่งลงไปเพื่อประคองฟันไว้
  • ในขั้นตอนสุดท้าย ครอบฟันมักจะต้องใช้เพื่อคลุมฟัน และรักษารูปทรงธรรมชาติ ถ้าฟันล้มอาจจำเป็นต้องใช้ที่ค้ำก่อนทำการครอบฟัน
ฟันที่รับการรักษาจะอยู่ได้นานเท่าใด
ฟันที่ได้รับการรักษาหรือฟื้นฟูสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตถ้ามีการดูแลอย่างเหมาะสม เพราะฟันผุยังสามารถเกิดขึ้นได้อีกในฟันที่รับการรักษาแล้ว สุขอนามัยของปากและฟันที่ดีตลอดจนการพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต
เนื่องจากไม่มีโพรงประสาทฟันเหลือเพื่อให้ฟันยังมีชีวิตอยู่ ฟันที่ผ่านการรักษารากฟันอาจมีความเปราะและแตกได้ง่าย จึงเป็นสาเหตสำคัญในการครอบฟันหลังจากที่รับการรักษารากฟันแล้ว
วิธีที่ใช้ในการตัดสินว่าการรักษาประสบความสำเร็จหรือไม่ คือ การเอ็กซเรย์เพื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการรักษา ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่ากระดูกยังคงถูกทำลายหรือมีการสร้างตัวใหม่

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เริ่มต้นปีใหม่...เริ่มใส่ใจการกิน (ซะที)

ข้อแนะนำในการกินอาหารให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย
ง่าย ๆ คือ ให้ยึดหลักโภชนบัญญัติ 9 ประการ เพราะนอกจากจะทำให้สุขภาพดีแล้ว ยังช่วยป้องกันการเสี่ยงต่อการเป็น โรคต่างๆ รวมถึงมะเร็งลำใส้ใหญ่ด้วย รวมทั้งต้องไม่ลืมในสิ่งสำคัญบางเรื่อง เช่น แคลเซียม ไม่ได้หมายความว่า กินแต่อาหารที่มีสารแคลเซียมอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องกินวิตามินดี เพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียมด้วย หรืออาหารประเภทไขมันควรจะกินในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป จะขาดเลยก็ไม่ได้  เพราะว่าไขมันมีความจำเป็นต่อร่างกายเหมือนกัน แต่ถ้าทานเยอะเกินก็จะมีปัญหาในเรื่องไขมันในเลือดสูง ซึ่งถ้าเราขับถ่ายให้เป็นปกติ ทานอาหารที่มีไขมันน้อยก็จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงได้ 
 
จะหลีกเลี่ยงอาหารงานเลี้ยงซึ่งส่วนใหญ่เป็นแป้ง และแอลกอฮอล์อย่างไร
ก็ต้องลดปริมาณลง  เช่น ปกติเราทานผลไม้ แต่เราไปดื่มน้ำผลไม้แล้วในงานเลี้ยง เราก็ต้องลดการทานผลไม้ให้น้อยลง  หรือถ้าเราทานเค้กแล้ว ก็ต้องลดข้าวลงเพราะเป็นสารอาหารคาร์โบไฮเดรตเหมือนกัน  เวลาไปงานเลี้ยง ถ้ามีอาหารพวกสลัดหรือผัก แนะนำให้ทานเข้าไปเยอะๆ ถือเป็นการรองท้องได้ด้วย เราก็ต้องเตรียมตัวก่อนจะไปงานเลี้ยงว่า เราจะเลือกรับประทานอะไร อย่างไรบ้าง
            ถ้าเป็นพวกแอลกอฮอล์ก็ให้เปลี่ยนเป็นน้ำผลไม้จะดีกว่า แต่อย่าให้ปริมาณเยอะมาก  ถ้าเปรียบเทียบแล้วการทานผลไม้จะดีกว่าการดื่มน้ำผลไม้ เพราะผลไม้มีกากใยเยอะ และรู้สึกอิ่มกว่าการดื่มน้ำผลไม้
เค้กก็ให้หลีกเลี่ยงเป็นเค้กที่ไม่มีหน้าเค้ก หรือเป็นหน้าผลไม้ เช่น หน้าแยม และปริมาณก็ต้องอย่าให้มาก  เพราะเค้กที่เห็นว่าชิ้นเล็กๆ แต่ให้พลังงานมาก แล้วก็สามารถสะสม ทำให้เราอ้วนได้

 
มีวิธีลดปริมาณแคลอรี่จากการกินอาหารอย่างไรบ้าง

ออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ทำให้เราไม่อ้วนได้ แต่ก็ต้องลดปริมาณอาหารให้น้อยลงด้วย เช่น ถ้าตอนค่ำเรามีปาร์ตี้ แต่ยังทานอาหารมื้อเย็นปกติ แล้วก็ไปทานต่อในงานปาร์ตี้อีก แบบนี้ถือว่าเยอะมาก  ต้องลดอาหารแล้วก็ไปออกกำลังกาย  สำหรับคนที่รับประทานฟาสฟู้ดแล้วคิดว่า แค่มื้อเดียวคงไม่เป็นไร จริง ๆแล้ว แค่มื้อเดียว แต่ไขมันสูงกว่าปกติค่อนข้างเยอะ แล้วยังมีพวกทรานส์แฟต (Trans-fat) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดไขมันในเลือดสูง และยังมีผลต่อการควบคุมน้ำตาลด้วย ส่งผลเสียหลายอย่าง 

แค่พูดความจริง...ที่หมออยากรู้

 สิ่งที่จะช่วยให้การวินิจฉัยโรคของหมอเป็นไปอย่างรวดเร็ว และสามารถจัดยาให้ผู้ป่วยกลับไปรับประทานได้ตรงตามอาการของโรค นั่นคือ "การบอกเรื่องจริง..ที่หมออยากรู้" เพราะบางท่านอายที่จะพูดความจริง ทำให้หมออาจต้องเสียเวลาไปกับการวินิจฉัย กว่าจะทราบสาเหตุของการป่วยที่แท้จริงก็ต้องเสียเวลาซักถามกันอยู่นาน 
- สิ่งเล็กน้อยบางอย่างที่ไม่ควรละเลย เช่น คุณยายของคุณเคยมีความดันโลหิตสูงขึ้นหลังจิบไวน์ในมื้อค่ำวันหนึ่ง รายละเอียดที่ไม่ควรมองข้ามนี้จะช่วยให้คุณหมอสามารถวางแผนการดูแลสุขภาพของคุณได้อย่างครอบคลุมความเป็นตัวคุณมากที่สุด

- คุณควรมีประวัติทางสุขภาพเป็นของตัวเอง การที่มีหมอประจำตัวจะมีคนช่วยจำความต่อเนื่องของสุขภาพให้กับได้ แต่หากยังไม่สามารถปลงใจฝากสุขภาพตลอดชีวิตไว้กับกับคุณหมอคนใดคนหนึ่งได้ คุณก็ควรจะมั่นใจว่า คุณหมอที่คุณปรึกษาอยู่นั้นมีความเข้าใจในภาวะสุขภาพหรือโรคที่คุณเป็นอยู่ดีพอ

- หากคุณเพิ่งเปลี่ยนหมอประจำตัวมา ควรส่งต่อข้อมูลทางสุขภาพที่คุณมีทั้งหมดให้กับหมอ เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมประวัติทางสุขภาพของคุณไว้อย่างเป็นระบบก็เป็นแนวทางที่น่าสนใจนะ

- ก่อนที่จะไปพบคุณหมอ คุณควรเตรียมข้อมูลส่วนตัวไว้บ้าง ทำบันทึกช่วยจำว่า ภาวะสุขภาพของที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง เช่นว่า เคยมีอาการเจ็บป่วยมาอย่างไร เมื่อไหร่ และได้รับการรักษามาอย่างไร ก่อนหน้านี้เคยมีประวัติแพ้อาหารหรือยาใดหรือไม่ เคยได้รับผลข้างเคียงจากการรักษาครั้งก่อนหรือเปล่า ที่สำคัญ อย่าลืมบอกด้วยว่า คุณเคยผ่านการรักษามาจากบุคลากรทางการแพทย์อื่นมาบ้างแล้ว (เน้นอย่างยิ่งในกรณีที่เป็นการรักษาทางด้านจิตเวช) คุณควรมีบันทึกของการสั่งซื้อยาใช้เองหรือยาสมุนไพร รวมถึงประวัติการได้รับวัคซีน

- ประวัติการเจ็บป่วยทางครอบครัว พันธุกรรมเป็นกุญแจสำคัญของอาการบางอย่างที่อาจพัฒนาไปสู่โรค ทั้งอัลไซเมอร์, มะเร็งบางชนิด, โรคซึมเศร้า, เบาหวาน, โรคหัวใจ, ความดันโลหิตสูง และอีกหลายต่อหลายโรค การที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคทางกรรมพันธุ์เหล่านั้นแล้วก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าคุณจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนั้นๆจะลดลงนะ คุณเองอาจได้รับมรดกสายเลือดมาด้วยก็ได้ ฉะนั้นการที่คุณทราบโรคทางกรรมพันธุ์ของตระกูลบ้างก็จะช่วยให้คุณพอจะมองเห็นภาวะสุขภาพในอนาคตของคุณเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

- ข้อมูลโรคหรืออาการเจ็บป่วยที่สมาชิกในครอบครัวของคุณเคยประสบมาก่อน เพื่อให้คุณหมอสามารถบ่งชี้ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคของคุณได้ อีกทั้งยังสามารถแนะนำแนวทางดำเนินชีวิต หรือการปรับเปลี่ยนแผนการรักษา  รวมถึงการตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติมที่จำเป็นสำหรับคุณ

- การบันทึกประวัติทางสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว เน้นข้อมูลสำคัญ เช่น สาเหตุและช่วงอายุที่เสียชีวิต โดยควรเป็นข้อมูลของญาติสนิทสายตรงตั้งแต่รุ่นปู่ย่า-ตายาย, ลุงป้าน้าอา, จนถึงหลานรุ่นแรก

- รูปแบบของการดำเนินชีวิต เช่น การรับประทานอาหาร, ระดับของการใช้กำลังกาย และการดื่มแอลกอฮอร์หรือการสูบบุหรี่ล้วนแล้วแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณได้เท่ากับที่การรักษาจะช่วยคุณได้นั่นแหละ สิ่งเหล่านี้ คือ ข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้คุณหมอสามารถปะติดปะต่อภาวะสุขภาพของคุณได้ชัดเจน

- หากว่า คุณไม่ได้มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แข็งแรงมากนัก ก็ถึงเวลาแล้วที่คุณควรจะเริ่มพูดแต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น สำคัญอย่างยิ่ง
คือ พฤติกรรมเสี่ยงทั้งหลายของคุณ ทั้งการสูบบุหรี่, ดื่มแอลกอฮอร์จัด, หรือมีเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยงเสี่ยงมีหลายคู่นอน เป็นต้น เมื่อคุณหมอแนะนำให้คุณงดเว้นพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านั้น คุณต้องใส่ใจไว้ว่า นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้น คงไม่มีหมอท่านใดจะมีสิทธิ์ตัดสินการใช้ชีวิตของคุณเองได้
รายละเอียดเล็กน้อยบางเรื่องก็อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ โดยเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับสุขภาพของตัวคุณเอง ถึงเวลาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคราวหน้า ก็อย่าลืมว่า "ต้องพูดความจริง" แค่นี้เองที่คุณหมอต้องการ เพื่อจะได้ช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยของคุณให้หลายขาดได้อย่างรวดเร็วขึ้น 

ล้างมือ บ่อยครั้ง หยุดยั้งเชื้อโรค


ในปัจจุบันนี้ จะเห็นได้ว่ามีโรคติดต่อหลายชนิดเกิดขึ้นใหม่ๆ แปลกๆ มากมาย ซึ่งสาเหตุใหญ่คงเป็นเพราะสภาพอากาศทั่วไปเดียวนี้แปรปรวนมากขึ้นทุกวัน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เป็นหนทางให้พวกเชื้อโรคต่างๆ แพร่พันธุ์ไปทั่ว และที่น่ากังวลที่สุดนั่นคือการแพร่เชื้อโรคเข้าสู่คน ปัจจุบันจึงเกิดการตื่นตัวมากยิ่งขึ้นในการป้องกันเชื้อโรคจากแหล่งต่างๆ ทั้งทางอาหาร น้ำดื่ม สิ่งแวดล้อมทั่วไป และการใช้เครื่องมือเพื่อป้องกันโรค เช่น ผ้าปิดปาก-จมูก ถุงมือ หรือความแพร่หลายของผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย เช่น สบู่ฆ่าเชื้อ สเปรย์ฆ่าเชื้อ แต่หากพิจารณาจากความคุ้มค่า คุ้มราคากับวิธีการป้องกันโรคติดต่อ เห็นจะไม่มีวิธีใดที่ดีไปกว่า "การล้างมือ"  เพราะว่ามือเป็นอวัยวะที่คนเราใช้สัมผัสกับสิ่งต่างๆ รอบตัวมากที่สุด และนับว่าเป็นพาหะนำโรคที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดอย่างหนึ่ง ซึ่งการล้างมือ  หมายถึง การขัดถูให้ทั่วมือ รวมทั้งช่องลายนิ้วมือ ด้วยสบู่หรือสารเคมีและน้ำ แล้วล้างออกให้สะอาด
มือนำเชื้อโรคอะไรได้บ้าง?
- โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ โรคหัด หัดเยอรมัน นอกจากจะติดต่อผ่านการหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป ยังสามารถติดต่อได้จากการที่มือสัมผัสกับสิ่งของเครื่องใช้ หรือสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย (น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ เลือด)
- โรคติดต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย อุจจาระร่วง อหิวาหตกโรค อาหารเป็นพิษ ไข้เอนเทอริค (บิดมีตัว) โรคพยาธิชนิดต่างๆ โรคตับอักเสบ ชนิด เอ การติดต่อเกิดจากการที่มือปนเปื้อนเชื้อเหล่านั้นแล้วหยิบจับอาหารกินเข้าไป
- โรคติดต่อจากการสัมผัสโดยตรง เช่น โรคตาแดง โรคเชื้อรา แผลอักเสบที่ผิวหนัง หิด โรคเริม โดยการติดต่อจากมือไปสัมผัสแผล ฝี หนอง โดยตรง แล้วมาสัมผัสกับส่วนต่างๆ ของร่างกาย
- โรคติดต่อที่รุนแรง เช่น โรคไข้หวัดมรณะ (SARS) โรคไข้หวัดนก การติดต่อเกิดจากการรับเชื้อในระบบทางเดินหายใจ หรือมือไปสัมผัสกับสิ่งคัดหลั่งต่างๆ (น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ เลือด) ของผู้ป่วยและสัตว์ปีกที่ป่วยเป็นโรคไข้หวัดนก

ควรจะล้างมือเมื่อไหร่?
- หลังการไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก
- หลังออกจากห้องน้ำ
- ก่อนและหลังสัมผัสผู้ป่วย
- ก่อนและหลังการเตรียมและป้อนอาหารให้เด็ก
- ก่อนหยิบและรับประทานอาหาร
- หลังการสัมผัสสัตว์ทุกชนิด

การล้างมือแบ่งออกได้ดังนี้

การล้างมือให้สะอาดอย่างถูกวิธีทำได้ดังนี้

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการล้างมือ
- การล้างมืออย่างถูกวิธีร่วมกับการใช้ผ้าเช็ดมือที่สะอาดทุกครั้ง สามารถลดการติดเชื้อในโรงพยาบาลได้ 50%
- ลดภาวะการเจ็บป่วยได้ 43%
- ลดจำนวนเชื้อโรคได้ 28%
- กระตุ้นผู้ร่วมงานได้ 38%
- เพิ่มความปลอดภัยและความพึงพอใจได้ 16%
ดังนั้นทุกคนจึงมีควรมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการล้างมืออย่างถูกวิธี เห็นความสำคัญและตระหนักถึงการล้างมืออยู่เสมอ รวมทั้งมีพฤติกรรมการล้างมืออย่างเหมาะสม จะสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ 

การบริหารกล้ามเนื้อตาแบบง่ายๆ


การบริหารกล้ามเนื้อตา เป็นการออกกำลังกล้ามเนื้อตา เพื่อช่วยลดความตึงเครียดของดวงตา อาการเพลียตา หรือปวดตา เนื่องจากการใช้สายตามาก โดยมีวิธีปฏิบัติดังนี้

กรอกตาขึ้น-ลงช้าๆ 6 ครั้ง :
โดยเหลือบตาขึ้นสูงสุดและลงต่ำสุด ในระหว่างการบริหารอย่างเกร็งลูกตา
กลอกตาไปข้างขวาและซ้ายสลับกัน : 
โดยกลอกตาไปให้ขวาสุด และซ้ายสุด ทำซ้ำ 2 - 3 ครั้ง
ชูนิ้วชี้ขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตา :
ห่าง จากสายตาประมาณ 8 นิ้ว แล้วจองมองไปที่ระยะไกลๆ ประมาณ 10 ฟุต สลับกับใช้ตามองระยะใกล้ที่นิ้งมือ ใช้เวลามองแต่ละที่ประมาณ 2 - 3 วินาที ทำสลับไปมาเช่นนี้ประมาณ 10 ครั้ง แล้วหยุดพัก 1 วินาที ทำประมาณ 2 - 3 รอบ

กลอกตาเป็นวงกลมช้าๆ :
โดยเริ่มกลอกตาตามเข้มนาฬิกาก่อน แล้วกลอกตาทวนเข็มนาฬิกา ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วหยุดพัก 1 วินาที ทำประมาณ 2 - 3 รอบ
  

เคล็ดลับเพิ่มความจำ


1. อาหารเพิ่มความจำดี อยู่ในอาหารกลุ่มวิตามินบี เช่น นมพร่องมันเนย กล้วย ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วต่าง ๆ ผัก ผลไม้ ช่วยป้องกันสมองเสื่อม ความจำเลอะเลือน
กลุ่มธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ อาหารทะเล มีผลต่อไอคิว ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้ายซึ่งเกี่ยวกับระบบการคิด ไข่แดง ตับ ถั่วลิสง เนยถั่ว บำรุงเซลล์สมอง ปลาที่มีโอเมก้า 3 อาทิ ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และปลาแมคคอเรล ช่วยป้องกันความจำเสื่อม
2. ออกกำลังเพิ่มความจำ การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดทำให้เลือดนำออกซิเจนไป เลี้ยงสมองได้ดียิ่งขึ้นทั้งนี้ควรออกกำลังกายให้หลากหลายประเภท เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ของสมองจากการฝึกฝนทักษะใหม่ ๆ เช่น การเดิน วิ่ง ขี่จักรยาน เต้นแอโรบิก หรือว่ายน้ำ เป็นต้น
3. นอนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองเซลล์ประสาทจะสื่อสารกันได้มากขึ้น ส่งผลต่อการเรียนรู้และความจำ
4. บริหารสมองด้วยเกมส์เสริมทักษะ อาทิ การเล่นหมากรุก หมากล้อม เล่นเกมคอร์สเวิร์ด ฯลฯ ซึ่งต้องใช้ความคิด เซลล์สมองจะเจริญเติบโตมากขึ้น ความสามารถในการจำก็จะดีขึ้นด้วย

5 ทำ 5 ไม่ ห่างไกลมะเร็ง

สธ.เผยคนไทยลาโลกด้วยมะเร็งมากเป็นอับดับหนึ่ง ปีละกว่า 60,000 คนติดต่อกันมานานกว่า 10 ปี นพ.ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า คนไทยตายด้วยโรคมะเร็งติดต่อกันมากกว่า 10 ปี โดยปีละประมาณ 60,000 คนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง           ทั้งนี้ สาเหตุการตายอันดับหนึ่งในนั้นคืออายุที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงของโรคจะเพิ่มขึ้นด้วย โดยมะเร็งเป็นโรคที่มีระยะเวลาการก่อโรคยาวนาน ใช้เวลาหลายปีกว่าจะปรากฎอาการผิดปกติ ผู้ที่เป็นส่วนใหญ่มักจะไม่รู้ตัว
            อย่างไรก็ตามปัจจุบันคนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น ระบบควบคุมโรคติดต่อดีขึ้น ขณะเดียวกันมีการควบคุมอัตราการตายของทารกแรกเกิดและเด็กลดลง ส่งผลให้โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงและกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงคาดการณ์ว่า ในอนาคตจะพบผู้ป่วยโรคมะเร็งมากขึ้น
            รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า สธ.พยายามให้ความรู้ประชาชนเพื่อลดความเสี่ยงโรคมะเร็งทั้งหญิงและชายให้ครอบคลุมทั้งการตรวจคัดกรองและเพิ่มการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งผู้ที่ไม่เคยตรวจก็มีโอกาสเป็นได้ การตรวจสุขภาพจึงทำให้รู้สถานะสุขภาพของตนเองเพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดความเสี่ยง
             นอกจากนี้ สธ.ได้จัดทำคำแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งโดยใช้สูตรปฏิบัติตัว 5 ทำ 5 ไม่ ห่างไกลมะเร็ง
             ด้าน นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งปี 2552 มีผู้ป่วย 102,791 คน ชาย-หญิง พอๆกัน มะเร็งที่พบบ่อยมากในผู้ชายได้แก่ มะเร็งตับ ส่วนในผู้หญิงที่พบมากอันดับหนึ่งได้แก่มะเร็งเต้านม 10,193 คน

สำหรับสัญญาณอันตรายของโรคมะเร็งมี 7 ประการ ได้แก่

1.  ระบบขับถ่ายผิดปกติเช่น ถ่ายเป็นก้อนแข็ง ท้องผูกนานหลายวัน
2.  เป็นแผลเรื้อรังรักษาไม่หาย
3.  ร่างกายมีก้อนมีตู่มขึ้น
4.  กลืนกินอาหารลำบาก
5.  มีเลือดออกที่ทวารหนักหรือช่องคลอด
6.  ไฝ หูด มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
7.  ไอเรื้อรังเสียงแหบ 
หากพบความผิดปกติดังกลาวควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหามะเร็ง

ที่มา : 
หนังสือพิมพ์ M2F


ประโยชน์ของส้ม

1. ส้มเป็นผลไม้นางเอก มีสารไฟโตนิวเทรียนต์มาก ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงสารกลุ่มฟลาวาโนนส์ สารแอนโธไชยานินส์ สารโพลีฟีนอลส์ และวิตามินซี ที่ช่วยทำให้ผิวสวยกระจ่างใส .. ส้ม มีคอลลาเจน ช่วยซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกาย ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น ไม่แห้งแตก และช่วยสมานแผลหลังผ่าตัด แผลไฟไหม้ ให้หายเร็ว และแผลเรียบเนียนขึ้น

2. ส้ม ให้แคลเซียมและวิตามินดี แก่ร่างกาย มากพอๆ กับนม และแคลเซียมจะไปเสริมสร้างกระดูก แต่ถ้าไม่มีวิตามินดี ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้ นอกจากนี้ส้มยังมีวิตามินซี ซึ่งจะช่วยเพิ่มกระบวนการดังกล่าวอีกด้วย แต่พึงเข้าใจด้วยว่า กรดอะซีติกในส้ม อาจทำลายสารเคลือบฟันได้ จึงไม่ควรแปรงฟันภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากทานส้มหรือดื่มน้ำส้ม

3. ส้ม มีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยป้องกันการอักเสบ ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน ยิ่งไปกว่านั้นส้มยังช่วยป้องกันและรักษาเลือดออกตามไรฟัน และมีคุณสมบัติช่วยล้างพิษในร่างกาย

4. เปลือกของส้ม มีสารมหัศจรรย์อยู่มากมาย และหนึ่งในนั้นคือการ Polymethoxylated Flavones (PMFs) และสาร D-Limonene ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอล ปรับระดับน้ำตาลในเลือด และกระตุ้นการกรองสารพิษของตับ นอกจากนี้จากการศึกษายังชี้ว่า เม็ดสีในส้มเขียวหวานจะช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) โดยไม่ส่งผลต่อคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)

5. ตำรับจีนมักเสิร์ฟเปลือกส้ม คู่กับอาหารเนื้อสัตว์ เพื่อย่อยอาหารที่มีไขมันสูง บางตำราแนะนำให้เริ่มวันใหม่ด้วยน้ำเลมอน 12 ออนซ์ ผสมกับน้ำกรองแล้วที่อุณหภูมิห้อง จะช่วยชะล้างของเสียในระบบย่อยอาหารและลำไส้ได้ เพราะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ

6. ส้ม อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะช่วยปกป้องแก้วตาจากโรคต้อกระจก และจากการศึกษายังพบว่า การบริโภควิตามินอีและซีในปริมาณมาก จะช่วยป้องกันโรคต้อกระจกได้ แม้แต่ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้สูง

7. ส้ม จะทานก็ได้ จะดมผิวก็ได้ เพราะส้มมีสารโฟเลตซึ่งช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนซีโรโทนิน อันเป็นสารแห่งความสุข กลิ่นของผลไม้ตระกูลส้มสามารถทำให้เบิกบานได้

ข้อมูลเพิ่มเติม

สำหรับพ่อแม่ที่อยากให้ลูกน้อยดื่มน้ำส้มคั้น จะให้ดื่มได้ ต้องหลัง 6 เดือน เพราะเป็นช่วงที่สามารถให้อาหารเสริมได้ แต่ควรผสมน้ำส้มในน้ำ ในปริมาณครึ่งต่อครึ่ง การให้น้ำส้มที่มีรสชาติเข้มข้นโดยไม่ผสมอะไรเลยอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบดูดซึมของลูกได้ พอลูกโตขึ้นจึงค่อยๆ ลดปริมาณน้ำลง จนถึงอายุ 5 ขวบจึงสามารถให้น้ำส้มอย่างเดียวโดยไม่ต้องผสมน้ำ อนึ่ง เนื่องจากน้ำส้มมีรสหวานมาก การผสมน้ำ ยังเป็นข้อดีที่ช่วยให้ลูกน้อยไม่ติดหวานตั้งแต่เล็ก

ผู้ที่เป็นโรคไตและเบาหวาน หากต้องการจะทานส้ม ควรทานด้วยความระมัดระวัง เพราะส้มเป็นผลไม้ที่ให้โปแตสเซียมและน้ำตาลสูง ควรทานเป็นผลซึ่งมีกากใย จะดีกว่าดื่มน้ำส้มคั้น เพราะน้ำส้มคั้น 1 แก้วต้องใช้ส้มมาคั้นหลายผล ไม่มีกากใย และบางเจ้าจะเติมรสหวานเพิ่มเติม

ที่มา : http://www.bloggang.com โดยคุณ พรไม้หอม

แบบทดสอบบุคลิกภาพในตัวคุณ

แบบทดสอบบุคลิกภาพในตัวคุณ



เมื่อเลือกได้แล้ว เลื่อนลงไปดูวิเคราะห์กันเล้ย......


แบบที่ 1 คุณคือผู้นิยมความสมบูรณ์แบบ
 
บุคลิกภาพทั่วไป 

- คุณเป็นคนที่มีระเบียบเรียบร้อย ทำสิ่งต่างๆได้ดีที่สุดเมื่อมีเวลาที่จะวางแผนและจัดระบบ

- คุณไม่ชอบข้อผิดพลาด และมักหลีกเลี่ยงมันได้เสมอเมื่อได้ทำสิ่งใดด้วยวิธีของคุณเอง คุณรอบคอบเสมอ


บุคลิกภาพด้านสว่างของคุณ 

- คุณเป็นคนที่มีความภาคภูมิใจและประสบความสำเร็จ และคิดว่าสมควรแล้วกับสิ่งที่คุณได้รับจากการทำงานหนัก

- คุณตั้งมาตรฐานให้กับตัวเองไว้สูง และเพียงแค่มีคุณเข้าร่วมหรือเกี่ยวข้องกับที่ไหน ที่นั่นก็มักจะมีอะไรที่ดีขึ้นเสมอ


บุคลิกภาพด้านมืดของคุณ 

- คุณมักรู้สึกผิดหวังได้ง่ายทั้งกับตัวเองและคนอื่น เพราะคุณมีความคาดหวังในตัวเองและคนอื่นสูง

- หลายครั้ง คุณรู้สึกถึงภาระที่หนักหน่วงจากสิ่งที่คุณคาดหวัง คุณควรจะมีเวลาสนุกสนานมากกว่านี้สักนิด



แบบที่ 2 คุณคือผู้มีน้ำใจ

บุคลิกภาพทั่วไป 

- คุณเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ช่างอ่อนไหวกับความต้องการของคนอื่นและพร้อมที่จะช่วยเมื่อทำได้

- การเปิดใจและเปิดบ้านต้อนรับเป็นสิ่งที่คุณชอบ คุณชอบที่จะใช้เวลาสนุกสนานกับเพื่อนๆและครอบครัว

บุคลิกภาพด้านสว่าง 

- คุณพบว่ามันง่ายที่จะมีความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ คุณมักเข้ากับคนได้ง่ายเสมอ

- คุณเป็นคนที่ง่ายๆ และมีอารมณ์ขัน คุณทำให้ทุกวันนั้นเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและอบอุ่น

บุคลิกภาพด้านมืด 

- บางครั้งคุณให้ผู้อื่นจนมากเกินไป สำหรับคุณ มันยาก ที่จะพูดว่า "ไม่" แม้ว่าคุณจะแทบไม่เหลืออะไรแล้ว

- และคุณจะรู้สึกเหือดแห้งหลังจากให้ความช่วยเหลือและความเอาใจใส่ใครๆ อย่างเต็มที่แต่พวกเขากลับไม่เห็นค่าเลย


แบบที่ 3 คุณคือผู้ประสบความสำเร็จ

บุคลิกภาพทั่วไป 

- คุณเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีและมีพลัง คุณพร้อมที่จะถลกแขนเสื้อและทำงานให้สำเร็จ

- ด้วยความมั่นใจในตัวเอง คุณยึดเอาเป้าหมายเป็นที่ตั้ง และชอบความท้าทาย

บุคลิกภาพด้านสว่าง 

- คุณเป็นคนยืดหยุ่นและอดทน มักฟื้นตัวได้อย่างสวยงามจากสิ่งใดก็ตามที่มาทำให้คุณแย่ และดำเนินชีวิตต่อไปได้ทันที

- คุณเป็นคนที่มีทักษะและมีอารมณ์อันมั่นคง สามารถทำงานได้ด้วยตัวเอง หรือสร้างแรงจูงใจให้กับทีมทั้งทีมเมื่อพบจังหวะเหมาะ

บุคลิกภาพด้านมืด 

- คุณจะรู้สึกท้อแท้ เมื่อไม่สามารถทำสิ่งใด หรือขาดประสิทธิภาพ และไม่ชอบเห็นใครเข้ามายุ่งกับเส้นทางของคุณ

- แทนที่จะมองว่าคุณประสบความสำเร็จอะไรแล้วบ้าง คุณอาจกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายจากการเปรียบเทียบความสำเร็จของตัวเองกับคนอื่น


แบบที่ 4 คุณคือผู้หยั่งรู้

บุคลิกภาพทั่วไป 

- คุณคือผู้ที่มีความหยั่งรู้และอ่อนไหว คุณมักจับความรู้สึกของคนอื่นได้ ในขณะที่พวกเขาไม่ยอมรับว่ารู้สึกแบบนั้น

- คุณมักรู้สึกได้ก่อนที่จะคิด อารมณ์ของคุณมีกดูเหมือนเกิดขึ้นอย่างไม่มีที่มา แต่จากนั้นความคิดของคุณจึงจะตามมา

บุคลิกภาพด้านสว่าง 

- คุณเข้าใจโลกนี้ในระดับที่ลึก และได้พบกับความหมายและเป้าหมายของชีวิต

- คุณเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์สูงและสื่อสารออกมาได้ดี คุณมีวิธีสอดแทรกถึงสิ่งที่ต้องการได้โดยคนอื่นไม่ทันสังเกต

บุคลิกภาพด้านมืด 

- คุณมักหงุดหงิดอย่างไม่รู้สาเหตุ และหลายคร้ังอยู่ดีๆคุณก็รู้สึกแย่

- คุณมีอารมณ์ด้านลบหลายรูปแบบ เพราะมันมาจากความรู้สึกของคุณที่มาไวกว่าความคิดนั่นเอง


แบบที่ 5 คุณคือผู้ใฝ่รู้

บุคลิกภาพทั่วไป 

- คุณเป็นคนที่กระหายในความรู้ แม้ว่าคุณยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับความรู้นั้น คุณก็ยังรักที่จะเรียนรู้

- ด้วยความอยากรู้อยากเห็น และ มักเปิดรับสิ่งต่างๆ คุณจึงมักได้รับความรู้หลายด้าน และสิ่งนี้จะนำคุณไปสู่สติปัญญา

บุคลิกภาพด้านสว่าง 

- คุณมีเหตุผล และ บังคับอารมณ์ได้ดี คุณเข้าใจในสิ่งต่างๆได้อย่างสมเหตุสมผล จึงไม่อารมณ์เสียง่ายๆ

- คุณจะไม่วิ่งไปตามกระแสอะไร ไม่ว่าจะเป็น ฐานะของคน หรือสิ่งของต่างๆรอบกาย ก็ไม่มีความสำคัญต่อคุณเท่าไหร่

บุคลิกภาพด้านมืด 

- คุณรู้สึกแปลกแยกจากโลกนี้ และไม่ค่อยจะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นได้มากอย่างที่ต้องการ

- เวลาที่คุยกับคนอื่น คุณกลัวว่าจะกลายเป็นคนที่ "ทำเป็นรู้ดี" แต่มันก็ช่วยไม่ได้ เพราะคุณรู้เยอะจริงๆ


แบบที่ 6 คุณคือนักตั้งคำถาม

บุคลิกภาพทั่วไป 

- คุณเป็นคนที่มักตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆรอบตัว และจะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ

- คุณเชื่อมั่นที่จะทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง และต่อให้คุณอาจจะเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่ในกรอบ แต่คุณจะยึดถือคุณธรรมอย่างมาก

บุคลิกภาพด้านสว่าง 

- คุณเป็นคนรักษาสัญญา และ เมตตาอารี คุณจึงเป็นเพื่อน เป็นคนรัก เป็นผู้ร่วมงานที่ดีเยี่ยม

- คุณจะยืนกรานในสิ่งที่คุณคิดว่าถูกต้อง แม้ว่ามันจะตรงหรือไม่ตรงกับความคิดของคนส่วนมากก็ตาม

บุคลิกภาพด้านมืด

- คุณจะขี้วิตก กังวล เป็นการยากที่คุณจะปล่อยให้ความกังวลต่างๆผ่านพ้นไปได้

- บางครั้งคุณก็บังคับตัวเองมากไป จนหมดแรง จำไว้ว่า คุณปล่อยสิ่งต่างๆให้มันเป็นไปบ้างก็ได้!


แบบที่ 7 คุณคือนักผจญภัย


บุคลิกภาพทั่วไป 

- นอกจากจะรักการผจญภัย คุณยังชอบค้นหาความแปลกใหม่ คุณชอบที่จะค้นพบสิ่งใหม่ของโลกและชีวิต

- คุณไม่มีความกลัวและมุ่งมั่นที่จะแสวงหาความสุข อะไรที่น่าเบื่อไม่เคยเป็นทางเลือกสำหรับคุณ

บุคลิกภาพด้านสว่าง 

- คุณเป็นคนที่ไม่ถูกผูกมัดด้วยอะไร และดำเนินชีวิตไปตามธรรมชาติ คุณจะพยายายามทำสิ่งที่ดีที่สุดในเวลานั้นๆ

- คุณเป็นคนมีวิสัยทัศน์ มักคิดหรือทำการใหญ่ และพยายามที่จะพัฒนาโลกนี้ให้ดีขึ้น ในแบบที่คุณคิด

บุคลิกภาพด้านมืด 

- ถ้ามีใครมาทำให้คุณต้องเสียเวลา คุณจะขุ่นเคืองใจพวกเขาและรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ต้องเร่งรีบ ในขณะที่คิดว่าเวลายิ่งมีน้อยอยู่

- นั่นเพราะคุณกลัวว่าจะมีเวลาไม่พอที่จะทำสิ่งต่างๆทั้งหมดที่ต้องการ และคุณก็จะไม่เสียเวลาไปกับการรับผิดชอบหรือสิ่งบันเทิงที่คิดว่าไม่จำเป็น


แบบที่ 8 คุณคือคนจริง

บุคลิกภาพทั่วไป 

- คุณเป็นคนตรงและซื่อสัตย์ คุณไม่ลังเลในการเรียกร้องถึงสิ่งที่คุณต้องการในชีวิต

- คุณพึ่งพาตัวเองและมีความมั่นใจ และเชื่อว่าคุณมีสิทธิเท่าเทียมกับคนอื่น จึงไม่ยอมถูกใครสั่งให้ทำอะไรได้ง่ายๆ

บุคลิกภาพด้านสว่าง 

- คุณเป็นคนที่พึ่งพาตัวเอง และมีอำนาจในตัวเอง คุณสนุกกับชีวิตมากเท่าที่ต้องการ ในแบบของคุณ

- คุณเป็นคนกล้าหาญอย่างมาก และพร้อมที่จะทุ่มเทเสี่ยง เพราะคุณเชื่อมั่นในการตัดสินใจของคุณ

บุคลิกภาพด้านมืด 

- คุณเป็นคนที่ขวานผ่าซากต่อคนอื่นอย่างมาก และไม่รู้วิธีอื่นใดนอกจากการพูดความจริง

- เพราะมีความยุติธรรมอย่างยิ่งยวดอยู่ในใจ คุณจึงรู้สึกว่าเป็นเรื่องลำบากที่จะยกโทษให้ตัวเอง เวลาทีทำอะไรผิด


แบบที่ 9 คุณคือผู้รักความสงบ

บุคลิกภาพทั่วไป 

- ธรรมชาติของคุณเป็นคนที่มีจิตใจดี และให้ความร่วมมือกับคนอื่น คุณมองหาความสมดุลราบรื่นของโลกรอบตัว

- คุณยินดีเสมอที่จะประนีประนอม เพื่อที่จะเข้ากันได้ดีกับคนอื่นๆ และคุณไม่มีปัญหาเรื่อง "อีโก้" เลย

บุคลิกภาพด้านสว่าง 

- คุณเป็นคนที่ยอมรับคนอื่นอย่างที่เขาเป็น และ ไม่ตัดสินใคร คุณเป็นเพื่อนได้กับทุกคน และชอบคนอื่นอย่างจริงใจ

- คนอื่นๆจะสบายใจที่อยู่กับคุณ และเพื่อที่จะให้ทุกสิ่งราบรื่น คุณไม่คิดมากเลยถ้าจะต้องให้คนอื่นรับตำแหน่งอะไรแทนคุณ

บุคลิกภาพด้านมืด 

- คุณเป็นคนขี้ลังเล มักมีปัญหาในการเลือก เพราะต้องดูว่ามันจะส่งผลกระทบอะไรต่อคนอื่นไหม

- ความจริงใจของคุณอาจเป็นจุดอ่อนให้ถูกโน้มน้าวหลอกล่อได้ คุณจึงไม่ควรยอมให้คำพูดคนอื่นมามีอิทธิพลกับคุณมากเกินไป


(credit :: http://www.chillpainai.com/scoop/1042)