วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556
“ฝนดาวตกเจมินิดส์” รุ่งเช้าของวันที่ 14 ธันวาคม 2556
“ฝนดาวตกเจมินิดส์” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 4-17 ธันวาคมของทุกๆ ปี ในปีนี้คาดว่าจะมีอัตราการตกสูงสุด ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันที่ 13 ธันวาคม จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 14 ธันวาคม 2556 ตามเวลาในประเทศไทย ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สูงจากขอบฟ้าประมาณ 30 องศา ระหว่างดาวพอลลักซ์กับดาวคาสเตอร์ในกลุ่มดาวคนคู่ สำหรับปีนี้ดวงจันทร์ไม่เป็นใจให้ชมฝนดาวตกเจมินิดส์เท่าใดนักเนื่องจากเป็นช่วงดวงจันทร์ 11-12 ค่ำ ดวงจันทร์เกือบเต็มดวง แสงสว่างของดวงจันทร์จึงนับเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการสังเกตการณ์ฝนดาวตก ทั้งนี้นักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่าอาจเห็นดาวตกประมาณ 50-70ดวงต่อชั่วโมง หลังจากดวงจันทร์ตกลับขอบฟ้าในเวลา 03.55 น. ของเช้าวันที่ 14 ธันวาคม ฝนดาวตกเจมินิดส์เกิดจากสายธารเศษฝุ่นของดาวเคราะห์น้อย 3200 เฟธอน ที่ยังหลงเหลืออยู่ในวงโคจรตัดผ่านวงโคจรของโลกเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน ทำให้เศษฝุ่นของดาวเคราะห์น้อยเหล่านั้นเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลก เกิดการเผาไหม้จนเห็นเป็นแสงสว่างวาบคล้ายลูกไฟวิ่งพาดผ่านท้องฟ้า โดยปกติแล้วเราสามารถสังเกตเห็นดาวตกได้ในทุกคืนอยู่แล้ว เพียงแต่มีอัตราเฉลี่ยในการตกค่อนข้างน้อย และไม่ได้มีศูนย์การกระจายหรือเรเดียนท์จากจุดเดียวกัน ในทางกลับกันหากสังเกตเห็นดาวตกจำนวนมาก และมีจุดศูนย์กลางการกระจาย ณ จุดเดียวกัน จะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ฝนดาวตก” สำหรับข้อแนะนำในการชมฝนดาวตกในครั้งนี้ จะสามารถเห็นได้ในทุกภูมิภาคของประเทศ ในบริเวณที่ท้องฟ้ามืดสนิทไม่มีแสงไฟรบกวน จะสังเกตดาวตกมีความสว่างมาก ทั้งนี้วิธีการชมฝนดาวตกให้สบายที่สุด ให้นอนรอชม หรือนั่งบนเก้าอี้ที่สามารถเอนนอนได้ หันศรีษะไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ฝนดาวตกเจมินิดส์นั้นมีชื่อเสียงมากในเรื่องของความงดงาม เพราะสังเกตเห็นง่ายกว่าฝนดาวตกลีโอนิดส์เนื่องจากมีความเร็วไม่มากนักประมาณ 35 กิโลเมตรต่อวินาที ทำให้ง่ายต่อการสังเกตมากกว่าเมื่อเทียบกับฝนดาวตกลีโอนิดส์ที่มีความเร็วถึง 71กิโลเมตรต่อวินาที เมื่อสังเกตเห็นจึงมีเวลาเพียงพอที่จะชี้ชวนกันให้คนอื่นได้ดูฝนดาวตกได้ นับเป็นเสน่ห์อีกประการหนึ่งของการเฝ้ารอชมฝนดาวตกเจมินิดส์
พายุใต้ฝุ่น
พายุไต้ฝุ่น เป็นพายุหมุนเขตร้อนความเร็วลมสูงสุด ซึ่งก่อตัวขึ้นทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกระหว่าง 180° กับ 100° ตะวันออก ซึ่งภูมิภาคนี้ถูกตั้งชื่อว่า "แอ่งแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ" สำหรับจุดประสงค์เกี่ยวกับองค์กร มหาสมุทรแปซฟิกตอนเหนือถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน ได้แก่ ทางตะวันออก (ทวีปอเมริกาเหนือจนถึงลองติจูด 140° ตะวันตก) ตอนกลาง (140° ตะวันตกถึง 180°) และทางตะวันตก (180° ถึง 100° ตะวันออก) ปรากฏการณ์พายุแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือทางตะวันออกจะ ถูกเรียกว่า เฮอร์ริเคน และพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนที่ไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันตกจะถูกเรียกว่า ไต้ฝุ่น ศูนย์กลางอุตุนิยมวิทยากำหนดขอบเขตส่วนภูมิภาค (RSMC) ซึ่งมีหน้าที่พยากรณ์การเกิดพายุหมุนเขตร้อนตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น และศูนย์เตือนภัยพายุหมุนเขตร้อนอื่น ๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกตั้งอยู่ในโฮโนลูลู (ศูนย์ร่วมการเตือนภัยไต้ฝุ่น) ฟิลิปปินส์และฮ่องกง ขณะที่ RSMC ตั้งชื่อในแต่ละระบบ ตัวรายชื่อหลักนั้นเป็นความร่วมมือกันระหว่าง 18 ประเทศ รวมทั้งสหรฐอเมริกา ซึ่งประเทศเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นทุกปี ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ พายุไต้ฝุ่นไม่มีการกำหนดฤดูกาลอย่างเป็นทางการ เพราะพายุไต้ฝุ่นก่อตัวขึ้นตลอดทั้งปี เช่นเดียวกับพายุหมุนเขตร้อนทั่วไป ปัจจัยที่ทำให้พายุไต้ฝุ่นก่อตัวและมีความเร็วเพิ่มขึ้นนั้นมีหกประการ ได้แก่ อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลที่อุ่นเพียงพอ ความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ ระดับความชื้นสัมพัทธ์สูงในชั้นโทรโพสเฟียร์ระดับล่างถึงกลาง แรงโคริโอลิสที่ มากพอที่จะสร้างศูนย์ความดันอากาศต่ำ การรบกวนหรือจุดรวมระดับต่ำที่มีอยู่แล้ว และวินเชียร์แนวดิ่งต่ำ พายุไต้ฝุ่นส่วนมากก่อตัวขึ้นระหว่างเดือนมิถุนายนและเดือนพฤศจิกายน ขณะที่พายุหมุ่นเขตร้อนก่อตัวขึ้นอย่างน้อยก็ระหว่างเดือนธันวาคมและพฤษภาคม โดยเฉลี่ยแล้ว มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือเป็นบริเวณที่เกิดพายุหมุนเขตร้อนบ่อย ครั้งที่สุดและรุนแรงที่สุดในโลก เช่นเดียวกับแอ่งอื่น ๆ พายุจะถูกนำทางโดยลิ่มความกดอากาศสูงเหนือเขตร้อนไป ทางตะวันตกหรือตะวันตกเฉยงเหนือ โดยมีบางลูกที่ย้อนกลับมาใกล้ทางตะวันออกของญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการขึ้นฝั่ง จีนและญี่ปุ่นได้รับผลกระทบน้อยกว่าบ้าง พายุไต้ฝุ่นที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ได้พัดเข้าถล่มจีน ทางตอนใต้ของจีนมีบันทึกผลกระทบของพายุไต้ฝุ่นที่ยาวนานที่สุด ซึ่งสามารถย้อนหลังไปได้นับพันปีผ่านเอกสารในหอจดหมายเหตุ ไต้หวันเคยประสบกับพายุไต้ฝุ่นที่เปียกที่สุดเท่าท่เคยบันทึกมาในแอ่งพายุหมุนเขตร้อนแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ
วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร
ฉันนำหลักปรัชชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวันในเรื่องของการออม ยกตัวอย่างเช่น ในแต่ละวัน ฉันได้เงินมาโรงเรียนวันละ 50 บาท ฉันจะซื้อข้าว 20 บาท ซื้อน้ำ 5 บาท ฉันก็จะมรเงินคงเหลือ 25 บาท ฉันจะนำเงินที่เหลือในแต่ละวันไปใส่กระปุกออมสิน ถ้าฉันเหลือเงินมาวันละ 25 ภายใน 1 อาทิตย์ฉันก็จะมีเงิน 125 บาท ฉันจะนำเงินเหล่านี้เก็บไว้ใช่ในยามที่จำเป็น เก็บไว้ใช้ในอนาคต เป็นค่าการศึกษาเล่าเรียน เพราะยิ่งเรายิ่งโต ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้น พ่อแม่ก็อาจจะไม่มีเงิน ฉันก้จะเอาเงินที่ฉันออมมาช่วยพ่อแม่ ออกค่าใช้ใช้จ่ายในอนาคตได้อีกด้วย
ฉันนำหลักปรัชชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวันในเรื่องของการออม ยกตัวอย่างเช่น ในแต่ละวัน ฉันได้เงินมาโรงเรียนวันละ 50 บาท ฉันจะซื้อข้าว 20 บาท ซื้อน้ำ 5 บาท ฉันก็จะมรเงินคงเหลือ 25 บาท ฉันจะนำเงินที่เหลือในแต่ละวันไปใส่กระปุกออมสิน ถ้าฉันเหลือเงินมาวันละ 25 ภายใน 1 อาทิตย์ฉันก็จะมีเงิน 125 บาท ฉันจะนำเงินเหล่านี้เก็บไว้ใช่ในยามที่จำเป็น เก็บไว้ใช้ในอนาคต เป็นค่าการศึกษาเล่าเรียน เพราะยิ่งเรายิ่งโต ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้น พ่อแม่ก็อาจจะไม่มีเงิน ฉันก้จะเอาเงินที่ฉันออมมาช่วยพ่อแม่ ออกค่าใช้ใช้จ่ายในอนาคตได้อีกด้วย
ประวัติศาสตร์ไทย
การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยมักเริ่มนับตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยเป็นต้นมา หากแต่ในอาณาเขตประเทศไทยปัจจุบัน พบหลักฐานของมนุษย์ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดถึงห้าแสนปี[1] ตลอดจนหลักฐานของอารยธรรมและรัฐโบราณเป็นจำนวนมาก
ภูมิภาคสุวรรณภูมิเคยถูกชาวมอญ เขมรและมาเลย์ปกครองมาก่อน ต่อมา คนไทยได้สถาปนาอาณาจักรของตนเอง เช่น อาณาจักรสุโขทัย ไล่เลี่ยกันกับอาณาจักรล้านนา อาณาจักรเชียงแสน และอาณาจักรอยุธยา อาณาจักรสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองในช่วงเวลาค่อนข้างสั้นประมาณ 200 ปี ก็ถูกผนวกรวมกับอาณาจักรอยุธยา
อาณาจักรอยุธยาเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองมั่งคั่ง เป็นศูนย์กลางการค้าระดับนานาชาติ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงปฏิรูปการปกครอง ซึ่งบางส่วนใช้สืบมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังทรงตราพระราชกำหนดศักดินา ทำให้อยุธยาเป็นสังคมศักดินา อยุธยาเริ่มติดต่อกับชาติตะวันตกเมื่อ พ.ศ. 2054 หลังโปรตุเกสยึดครองมะละกา หลังจากนั้นใน พ.ศ. 2112 กรุงศรีอยุธยาตกเป็นประเทศราชของราชวงศ์ตองอูแห่งพม่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพในอีก 15 ปีให้หลัง อาณาจักรอยุธยาเจริญถึงขีดสุดหลังจากนั้น ทั้งความสัมพันธ์กับต่างประเทศก็รุ่งเรืองมากในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อาณาจักรอยุธยาเริ่มเสื่อมลง จนล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิงใน พ.ศ. 2310
พระยาตากได้รวบรวมไพร่พลกอบกู้เอกราช และย้ายราชธานีมายังกรุงธนบุรี รัชสมัยของพระองค์ถือเป็นช่วงเวลาของการทำสงครามและการฟื้นฟูความเจริญของชาติ อาณาจักรธนบุรีมีพระมหากษัตริย์ปกครองพระองค์เดียว กินระยะเวลาเพียง 15 ปี แล้วพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 กรุงรัตนโกสินทร์ยังเผชิญกับภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้าน กระทั่งรัชกาลที่ 4
การลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริง ทำให้ชาติตะวันตกหลายชาติเข้ามาทำสนธิสัญญาอันไม่เป็นธรรมอีกหลายฉบับ ต่อมา แม้จะมีการยกดินแดนให้ฝรั่งเศสและอังกฤษหลายครั้ง แต่สยามไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก กุศโลบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้ไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตร อันทำให้สยามได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ และนำมาซึ่งการแก้ไขสนธิสัญญาอันไม่เป็นธรรมทั้งหลาย
วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย ทำให้คณะราษฎรเข้ามามีบทบาทในทางการเมือง ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยได้ลงนามเป็นพันธมิตรทางทหารกับญี่ปุ่น แต่ในช่วงสงครามเย็น ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา มีนโยบายต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค
หลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประเทศไทยยังถือได้ว่าอยู่ในระบอบเผด็จการในทางปฏิบัติอยู่หลายทศวรรษ ประเทศไทยประสบกับความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และมีการสืบทอดอำนาจรัฐบาลทหารผ่านรัฐประหารหลายสิบครั้ง อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นได้มีเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยครั้งสำคัญในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ประชาธิปไตยในประเทศเริ่มมีความมั่นคงยิ่งขึ้น
ไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 ประการ
ไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 ประการ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงผลกระทบจากการบุกรุกทำลายป่าไม้ของประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้ง พื้นที่ต้นนํ้าลำธารเสื่อมโทรม ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพทางการเกษตร กลายเป็นปัญหาทุกข์ร้อนของประชากรส่วนใหญ่ในชนบท พระองค์ทรงมีพระราชดำริในการพัฒนาฟื้นฟูสภาพป่าไม้ ให้คืนกลับสู่สภาพธรรมชาติด้วยแนวทางผสมผสาน โดยการปลูกไม้ทดแทนควบคู่กับการพัฒนาอาชีพราษฎร
ด้วยการวางแผนร่วมมือกันของทุกส่วนราชการ ในการดำเนินการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์และสภาวะแวดล้อม
การปลูกไม้ 3 อย่าง ให้ประโยชน์ 4 ประการ ตามแนวพระราชดำรินั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทาน
พระราชดำริ ไว้เมื่อปี 2519 ณ หน่วยพัฒนาต้นนํ้าทุ่งจ๊อ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ว่าการปลูกไม้ 3 อย่าง คือ ไม้ผล
ไม้โตเร็ว และไม้เศรษฐกิจ จะทำให้เกิดป่าไม้แบบผสมผสานและสร้างความสมดุลแก่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน สามารถตอบสนองความต้องการของรัฐและวิถีประชาในชุมชนอันเป็นทฤษฎีการปลูกต้นไม้ลงในใจคน โดยการปลูกฝังจิตสำนึกแก่ประชาชนให้ปลูกต้นไม้ลงแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง
และในการฟื้นฟูพื้นที่ต้นนํ้าตามแนวพระราชดำริ ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ซึ่งพระองค์ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2525 เพื่อศึกษาหารูปแบบในการพัฒนาที่เหมาะสมในพื้นที่ต้นนํ้าลำธารนั้น พระองค์ทรงมีพระราชดำริ แนวทางในการปลูกไม้ฟื้นฟูสภาพป่าต้นนํ้าว่า การปลูกป่าถ้าจะให้ราษฎรมีประโยชน์ให้เขาอยู่ได้ให้ปลูกไม้ 3 อย่าง ให้ประโยชน์ 4 อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ หรือ ไม้ผล
ไม้สร้างบ้าน และไม้ฟืน ซึ่งจะให้ประโยชน์ 4 ประการ คือ ได้ใช้สอยและเศรษฐกิจ ไม้ฟืน ไม้กินได้ และประการสุดท้าย คือ สามารถช่วยอนุรักษ์ดินและต้นนํ้าลำธารด้วย
ประเภทไม้ 3 อย่างที่เหมาะสมแก่การใช้ปลูก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นให้ใช้พันธุ์ไม้ที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น เพราะเป็นไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดี มีลักษณะที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่อยู่แล้ว ไม่เป็นการเสี่ยงต่อภาวะการรอดตายและการเจริญเติบโต เป็นและที่รู้จักของราษฎรในท้องถิ่นอย่างดี พื้นที่ที่เหมาะสมแก่การปลูกไม้ป่าดังกล่าว ควรเป็นพื้นที่ที่มีสภาพเสื่อมโทรม หรือเป็นบริเวณป่าเพื่อการพึ่งพิงของราษฎรที่อยู่บริเวณใกล้ๆหมู่บ้าน วิธีการปลูกก็ให้ปลูกเสริมในลักษณะธรรมชาติ โดยไม่จับต้นไม้เข้าแถว ซึ่งการปลูกเสริมตามลักษณะธรรมชาตินี้ เมื่อต้นไม้โตขึ้นก็จะมีสภาพเป็นป่าตามธรรมชาติ โดยจะไม่มี
ลักษณะเป็นสวนป่าที่มีต้นไม้เรียงเป็นแถว
ไม้ 3 อย่าง
ลักษณะไม้ 3 อย่าง เป็นชนิดไม้ที่มีความสัมพันธ์เกื้อกูลกับวิถีชีวิตของชุมชน คือ
1. ไม้ใช้สอยและเศรษฐกิจ เป็นชนิดไม้ที่ชุมชนนำไปใช้ในการปลูกสร้างบ้านเรือน โรงเรือน เครื่องเรือน คอกสัตว์
เครื่องมือในการเกษตร เช่น เกวียน คันไถ ด้ามจอบ เสียม และมีด รวมทั้งไม้ที่สามารถนำมาทำเป็นเครื่องจักรสาน กระบุง ตะกร้าเพื่อนำไปใช้นำครัวเรือน และเมื่อมีพัฒนาการทางฝีมือก็สามารถจัดทำเป็นอุตสาหกรรมครัวเรือน นำไปจำหน่ายเป็นรายได้ของชุมชน ซึ่งเรียกว่า เป็นไม้เศรษฐกิจของชุมชน ได้แก่ มะขามป่า สารภี ซ้อ ไผ่หก ไผ่ไร่ ไผ่บง ไผ่ซาง มะแฟน สัก ประดู่ กาสามปีก จำปี จำปา ตุ้ม ทะโล้ หมี่ ยมหอม กฤษณา นางพญาเสือโคร่ง ไก๋ คูณ ยางกราด กระถิน เก็ดดำ มะหาด ไม้เติม มะห้า มะกอกเกลื้อน งิ้ว ตีนเป็ด ยมหอม มะขม มะแข่น สมอไทย ตะคร้อ เสี้ยว บุนนาค ปีบ ตะแบก ตอง คอแลน รัง เต็ง แดง พลวง พะยอม ตะเคียน ฮักหลวง เป็นต้น
![]()
2. ไม้ฟืนเชื้อเพลิงของชุมชน ชุมชนในชนบทต้องใช้ไม้ฟืน เพื่อการหุงต้มปรุงอาหาร สร้างความอบอุ่นในฤดูหนาว
สุมควายตามคอก ไล่ยุง เหลือบ ริ้น ไร รวมทั้งไม้ฟืนในการนึ่งเมี่ยง และการอบถนอมอาหาร ผลไม้บางชนิด ไม้ฟืนมีความ
จำเป็นที่สำคัญ หากไม่มีการจัดการที่ดีไม้ธรรมชาติที่มีอยู่จะไม่เพียงพอในการใช้ประโยชน์ ความอัตคัดขาดแคลนจะเกิดขึ้น
ดังนั้นจะต้องมีการวางแผนการปลูกไม้โตเร็วขึ้นทดแทนก็จะทำให้ชุมชนมีไม้ฟืนใช้ได้อย่างเพียงพอ ได้แก่ ไม้หาด สะเดา
เป้าเลือด มะกอกเกลื้อน ไม้เต้าหลวง กระท้อน ขี้เหล็ก ตีนเป็ด ยมหอม ลำไยป่า มะขม ดงดำ มะแขว่น สมอไทย ตะคร้อ
ต้นเสี้ยว บุนนาค ตะแบก คอแลน แดง เต็ง รัง พลวง ติ้ว หว้า มะขามป้อม แค ผักเฮือด เมี่ยง มะม่วงป่า มะแฟน กาสามปีก มันปลา นางพญาเสือโคร่ง มะมือ ลำไย รกฟ้า ลิ้นจี่
![]()
3. ไม้อาหารหรือไม้กินได้ ชุมชนดั้งเดิมเก็บหาอาหารจากแหล่งธรรมชาติ ทั้งการไล่ล่าสัตว์ป่าเป็นอาหาร รวมทั้งพืชสมุนไพร อดีตแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์จึงเป็นแหล่งอาหารเสริมสร้างพลานามัย การปลูกไม้ที่สามารถให้หน่อ
ใบ ดอก ผล ใช้เป็นอาหารได้ก็จะทำให้ชุมชนมีอาหารและสมุนไพร ในธรรมชาติเสริมสร้างสุขภาพให้มีกินมีใช้อย่างไม่ขาดแคลน ได้แก่ มะหาด ฮ้อสะพายควาย เป้าเลือด บุก กลอย งิ้ว กระท้อน ขี้เหล็ก มะขม มะแข่น สมอไทย ตะคร้อ เสี้ยว คอแลน ผักหวานป่า มะไฟ มะขามป้อม มะเดื่อ มะปีนดง เพกา แค สะเดา เมี่ยง มะม่วงป่า มะแฟน มะเม่า หวาย ดอกต้าง กระถิน
ก่อเดือย หว้า กล้วย ลำไย มะกอกเกลื้อน มะระขี้นก ประคำดีควาย ตะคร้อ กระบก ผักปู่ย่า มะเฟือง แคหางค่าง ขนุน มะปราง มะหลอด คอแลน มะเม่า ส้มป่อย
![]()
ประโยชน์ 4 ประการ
ไม้ 3 อย่าง เมื่อปลูกไปแล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์ 4 ประการ คือ
1. ในสภาพปัจจุบันป่าไม้ลดลงเป็นจำนวนมาก ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง และเพียงพอ ดังนั้น เมื่อมีการปลูกไม้ที่มีความเหมาะสมและมีคุณสมบัติที่ดีเพื่อการใช้สอยและสามารถนำมาใช้เสริมสร้างอาชีพได้ โดยมีการวางแผนอย่างมีส่วนร่วมและดูแลรักษาก็จะทำให้ชุมชนมีไม้ไว้ใช้สอยอย่างไม่ขาดแคลน และจะไม่สร้างผลกระทบ
ต่อทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่และหากมีการปลูกในปริมาณที่มากพอ ชุมชนก็สามารถนำมาเสริมสร้างอาชีพเสริมได้ทำให้ชุมชนมีรายได้เสริมให้มีความอยู่ดีกินดีขึ้น
![]()
2. ไม้ฟืนเป็นวัสดุเชื้อเพลิงพื้นฐานของชุมชน หากชุมชนไม่มีไม้ฟืนไว้สนับสนุนกิจกรรมครัวเรือน ชุมชนจะต้องเดือดร้อนและสิ้นเปลืองเงินทอง เพื่อการจัดหาแก๊สหุงต้ม หรือจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดหาวัสดุเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ
![]()
3. พืชอาหารและสมุนไพรรวมทั้งสัตว์แมลง ที่ชุมชนสามารถเก็บหาได้จากธรรมชาติจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าปลอดสารพิษ อันเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยของคนในชุมชน เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย อีกทั้งถ้ามีปริมาณเกินกว่าที่ต้องการแล้วยังสามารถใช้เป็นสินค้าเสริมสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย
![]()
4. เมื่อมีการปลูกไม้เจริญเติบโตเป็นพื้นที่ขยายมากเพิ่มขึ้น และมีการปลูกเสริมคุณค่าป่าด้วยพันธุ์ต่างๆ ทำให้เกิดความหลากหลายและเป็นการอนุรักษ์ดินและนํ้า รวมทั้งก่อให้เกิดการอนุรักษ์พื้นที่ต้นนํ้าลำธาร
![]()
คณิต ธนูธรรมเจริญ
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ |
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทาง การดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำ แนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลง
มีหลักพิจารณา ดังนี้
กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็นโดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤติ เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา
คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน
คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 เทคโนโลยีคุณลักษณะพร้อม ๆ กัน ดังนี้
1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกิดไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
3. การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรุ้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ
1. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
2. เงื่อนไขความธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความชื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความพากเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต
แนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม ความรู้และ
วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556
วันพ่อ อวยพร ให้พ่อ เนื่องใน วันพ่อ
ขอเชิญชาวไทยทุกท่าน ร่วมกันลงนามถวายพระพร พ่อหลวง พร้อมทั้ง อวยพรให้กับ คุณพ่อ ของแต่ละคน ได้ที่นี่
5 ธันวาคม วันพ่อแห่งชาติ
วันพ่อ แห่งชาติ มีขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2523 โดย คุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริเริ่ม ด้วยความจงรักภักดี และมีวัตถุประสงค์ เทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะ “พ่อแห่งชาติ”
ซึ่งนอกจากพระองค์จะเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงทะนุบำรุงพระราชโอรสธิดาด้วยความรัก และทรงอบรมอนุศาสน์ให้ทรงเจริญวัยสมบูรณ์ และทรงบำเพ็ญคุณานุประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทแล้ว พระองค์ยังทรงพระมหากรุณาทะนุบำรุงจัดทุกข์ผดุงสุขพสกนิกรถ้วนหน้า พระองค์ทรงเป็น “พ่อแห่งชาติ” ที่อาณาประชาราษฎร์เทิดทูนด้วยความจงรักภักดี สำนักในพระมหากรุณาธิคุณ และยึดมั่นในการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในการทะนุบำรุงชาติบ้านเมืองให้วัฒนาถาวรสืบไป
วัตถุประสงค์ของการจัด วันพ่อ แห่งชาติ ที่คณะผู้ริเริ่มกำหนดคือ
เพื่อเทิดทูนพระเกียรติคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เพื่อเทิดทูนพระคุณของพ่อ และยกย่องบทบาทของพ่อที่มีต่อครอบครัวและสังคม
เพื่อให้ลูกได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อ
เพื่อให้ผู้เป็นพ่อ สำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบของตน
ในการนี้คณะกรรมการได้จัดกิจกรรมประกาศเกียรติคุณ พ่อตัวอย่าง หรือพ่อดีเด่น โดยกำหนดคุณสมบัติ คือ มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ส่งเสริมการศึกษาของบุตรธิดา นับถือศาสนาโดยเคร่งครัด งดเว้นอบายมุขทุกชนิด อุทิศตนเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณชน และมีภรรยาเพียงคนเดียว และได้แนะนำกิจกรรมสำหรับลูกในวันพ่อ คือ ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน จัดกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ หรือบำเพ็ญกุศล ทำบุญใส่บาตร เพื่ออุทิศส่วนกุศล และระลึกถึงพระคุณของพ่อ ซึ่งยังดำเนินการสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
วันที่ 5 ธันวาคม นอกจากจะเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และเป็นวันพ่อแห่งชาติแล้ว ยังถือว่าว่าวันนี้ เป็น “วันชาติของไทย” อีกด้วย
โดยทั่วไป “วันชาติ” มักจะหมายถึง วันเฉลิมฉลองที่ประเทศนั้นๆได้รับอิสรภาพ เป็นเอกราช หรือเป็นวันสถาปนาประเทศ รัฐ ราชวงศ์ วันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ วันเกิดประมุขของรัฐ หรืออาจจะเป็นวันที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อื่นๆ แต่มักจะถือเป็นวันหยุดประจำของชาติ ซึ่ง “วันชาติ” ของแต่ละประเทศจะเป็นวันใด ก็ขึ้นอยู่กับการกำหนดของประเทศนั้นๆ เช่น ประเทศโมร็อกโก ตรงกับวันที่ 2 มีนาคม สหรัฐอเมริกา ตรงกับวันที่ 4 กรกฎาคม ฝรั่งเศสตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคม อินโดนีเซียตรงกับวันที่ 17 สิงหาคม บราซิลตรงกับวันที่ 7 กันยายน และเคนย่าตรงกับวันที่ 12 ธันวาคม เป็นต้น
“วันชาติ” ของประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่จะมีเพียงวันเดียว แต่ก็มีบางประเทศเช่นกันที่มี “วันชาติ” มากกว่าหนึ่งวัน ทั้งนี้เพราะประเทศนั้นๆ อาจจะนับวันที่ได้รับเอกราชหรือวันที่ปลดแอกจากการเป็นอาณานิคม และวันที่มีการสถาปนาการปกครองขึ้นใหม่ ซึ่งอาจจะมิใช่วันเดียวกัน แต่เป็นวันสำคัญเสมือนวันชาติเท่าๆกัน เช่น ประเทศปากีสถาน จะมีวันชาติตรงกับวันที่ 23 มีนาคม ที่เขาเรียกว่า “Republic Day” และวันที่ 14 สิงหาคม เป็น “Independence Day” ส่วนฮังการี ก็มีถึง 3 วันคือ วันที่ 15 มีนาคม 20 สิงหาคม และ 23 ตุลาคม สำหรับจีน นอกจากจะมีวันชาติตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม แล้ว ที่ฮ่องกง อันเป็นเขตปกครองพิเศษของจีน ที่มีขึ้นหลังจากอังกฤษคืนเกาะฮ่องกงให้จีนก็มีการเฉลิมฉลองวันที่ตรงกับวันสถาปนาการปกครองพิเศษนี้ขึ้น ในวันที่ 1 กรกฎาคม อีกด้วย
สำหรับประเทศไทย เราเคยได้มีการกำหนดให้วันที่ 24 มิถุนายน เป็น “วันชาติ”ของไทย ด้วยถือว่าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย โดยได้มี ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง “วันชาติ” ลงวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 โดย พ.อ.พหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น และได้มีการเฉลิมฉลองวันชาติ 24 มิถุนายน ครั้งแรกในปีพ.ศ. 2482 ในสมัยจอมพลป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี
วันที่ 24 มิถุนายน เป็น “วันชาติ” ของไทยอยู่นานถึง 21 ปี ครั้น วันที่ 21 พฤษภาคม 2503 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้มี ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ขึ้นใหม่อีกฉบับหนึ่ง เรื่อง ให้ถือวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย โดยให้เหตุผลว่า
ด้วยคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นว่า ตามที่ได้กำหนดให้มีการเฉลิมฉลองวันชาติไทยในวันที่ 24 มิถุนายน นั้น ได้ปรากฏในภายหลังว่า มีข้อที่ไม่เหมาะสมหลายประการ ในด้านประชาชนและหนังสือพิมพ์ก็ได้เสนอแนะให้พิจารณาในเรื่องนี้หลายครั้งหลายคราว คณะรัฐมนตรีจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณา โดยมีพลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
คณะกรรมการนี้ได้พิจารณาแล้ว เสนอความเห็นว่า ประเทศต่างๆได้เลือกถือวันใดวันหนึ่งที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับชนในชาติต่างๆกัน โดยถือเอาวันประกาศเอกราช วันอิสรภาพ วันตั้งถิ่นฐาน วันสาธารณรัฐ วันสถาปนาพระราชวงศ์บ้าง ซึ่งไม่เหมือนกัน แต่ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของชาติ โดยทั่วไปนั้น ได้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติ เช่น ประเทศอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน ญี่ปุ่น ฯลฯ เป็นต้น แม้ประเทศไทยเราเองก็ได้ถือเอาวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทยมาแล้ว เพิ่งจะมากำหนดเอาวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติ เพิ่มขึ้นอีกวันหนึ่งในระยะหลังนี้เอง
คณะกรรมการจึงมีความเห็นว่า เพื่อให้เป็นไปตามขนบประเพณีของประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเป็นหลักการสมัครสมานสามัคคีรวมจิตใจของบุคคลในชาติโดยทั่วกัน จึงสมควรจะถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทยต่อไป โดยยกเลิกวันชาติ ในวันที่ 24 มิถุนายนเสีย
ดังนั้น นับแต่ปี พ.ศ. 2503 ประเทศไทยจึงได้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็น “วันชาติ” ของไทย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ตามปกติ การจัดงาน “วันชาติ” ของประเทศต่างๆก็จะมีกิจกรรมและรูปแบบแตกต่างกันออกไป ส่วนใหญ่ก็มักจะมีการกล่าวสุนทรพจน์ การจัดขบวนพาเหรดเฉลิมฉลอง การจุดพลุดอกไม้ไฟอย่างเอิกเกริก รวมไปถึงการแสดงมหรสพต่างๆ เป็นต้น แต่ในประเทศไทย เนื่องจากวันชาติ เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา และวันพ่อแห่งชาติ ซึ่งมีกิจกรรมเฉลิมฉลองอยู่แล้ว กอปรกับประเทศไทยยังไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครมาก่อน และคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ก็คุ้นชินกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างที่เห็นกันอยู่ปัจจุบัน
ดังนั้น “วันชาติ” ของเราจึงดูเหมือนไม่ค่อยมีความสำคัญเท่าใดนัก เพราะชาวไทยทุกหมู่เหล่าล้วนตัองการจัดกิจกรรมเพื่อถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “พ่อหลวงของแผ่นดิน” มากกว่าประเด็นอื่น อย่างไรก็ดี หากเราจะระลึกว่าวันนี้ ก็เป็น “วันชาติ”ของไทยด้วย แล้วจัดกิจกรรมต่างๆที่จะแสดงให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อ “ประเทศชาติ” ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ และความเสียสละมาอย่างยาวนานเช่นไร ก็อาจจะทำให้ วันนี้ มีความหมายครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ความเป็นมา
วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริเริ่ม หลักการและเหตุผลที่มีการจัดตั้งวันพ่อ เนื่องจากพ่อ เป็นบุคคลผู้มีพระคุณและมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและสังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนและตอบ แทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสังคมควรที่จะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็น "วันพ่อแห่งชาติ" ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างนานัปการ อีกทั้งยังทรงเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและ พระราชธิดาที่ทรงรักใคร่ห่วงใย ตั้งแต่พระเยาว์จนถึงปัจจุบัน และพระเจ้าหลานเธอทุก ๆ พระองค์ต่างซาบซึ้ง ในพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิรู้ลืม พระองค์ทรงเป็น "พ่อ" ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระ เมตตากรุณา ทรงห่วงใยอย่างหาที่เปรียบมิได้
พระราชประวัติ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระโอรสองค์เล็กในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมานท์ ออร์เบินณ์ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสสาชูเซสท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2475 พระองค์ทรงมีพระเชษฐาธิราช (พี่ชาย) และพระเชษฐภคินี (พี่สาว) 2 พระองค์คือ 1. สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 2. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8)
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงขึ้นครองราชเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ ได้ทรงราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงค์สิกิติ์ กิติยากร (สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนารถ) ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดารวม 4 พระองค์ คือ 1. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี 2. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร 3. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 4. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
พระราชกรณียกิจของพระองค์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภาคตลอดปี โดยได้เสด็จประทับแรมที่พระตำหนัก ตามภาคต่าง ๆ เพื่อจะได้ทอดพระเนตรเห็นสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชาชน และหาทางแก้ไขต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงทำให้เกิดโครงการ เช่น โครงการพัฒนาที่ดินทำกินเพื่อให้ราษฎรมีที่ทำมาหากิน โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำ การทำฝนเทียมเพื่อแก้ปัญหาฝนแล้ง การประมง การเลี้ยงสัตว์ การตั้งสหกรณ์ เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จเยี่ยมทหาร ตำรวจและอาสาสมัครในจังหวัดต่าง ๆ ตลอดจนเขตที่มีภัย อันตราย รวมทั้งผู้บาดเจ็บจากการป้องกันประเทศตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด นอกจากนั้นยังทรงโปรดให้มีหน่วยแพทย์พระราชทาน เพื่อให้การรักษาพยาบาลราษฎรในชนบท เช่น ตรวจสุขภาพ ปลูกฝี ฉีดยา เป็นต้น ถ้าราษฎรคนใดเจ็บป่วยเรื้อรังก็ทรงรับเป็นคนไข้ส่วนพระองค์ ส่งมารักษาตัวที่กรุงเทพฯ ทรงโปรดให้มีการช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาในยามที่ราษฎรได้รับความทุกข์ยากจากภัยธรรมชาติต่าง ๆ เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ วาตภัย หรือจากผู้ก่อการร้าย โดยพระองค์ทรงพระราชทานแนวทางแก้ไข รวมถึงเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค อาหาร ตลอดจนที่อยู่อาศัยแก่ราษฎรที่เดือดร้อนอีกด้วย อีกทั้งยังทรงส่งเสริมการศึกษา โดยได้ทรงพระราชทาน ทรัพย์ส่วนพระองค์ ตั้งกองทุน "ภูมิพล" พระราชทานแก่นิสิตนักศึกษาที่เรียนดี ทรงริเริ่มให้จัดทำสารานุกรมไทย สำหรับเยาวชนขึ้น เพื่อให้เด็กแต่ละวัยสามารถค้นคว้าได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังเสด็จพระราชดำเนินไปพระราช ทานปริญญาบัตรที่จบการศึกษาในมหาลัยต่าง ๆ ด้วย ทรงอุปถัมภ์และบำรุงศาสนาทุกศาสนา ทรงทะนุบำรุงวัดวา อารามต่าง ๆ พร้อมทั้งเสด็จขึ้นบำเพ็ญพระราชกุศลในวันสำคัญทางศาสนาอยู่เสมอด้วย
พระราชกรณียกิจที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีกมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีประโยชน์แก่ราษฎรทั้งสิ้น ดังนั้นในวันที่ 5 ธันวาคม ของทุก ๆ ปี สถานที่ราชการโรงเรียนและบริษัทต่าง ๆ จะหยุด 1 วัน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อน้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
กิจกรรม
กิจกรรมในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในทุก ๆ ปี จะมีการประดับธงชาติในทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน บริษัท บ้านเรือนเพื่อถวายพระพรให้พระองค์ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน และยังมีการทำความสะอาดแม่น้ำลำคลอง ถนน โรงพยาบาล และประดับรูปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไว้ที่หน้าบริษัทหรือหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย
9 วิธี ฟันขาว ไม่ต้องพึ่งเคมี !
9 วิธี ฟันขาว ไม่ต้องพึ่งเคมี !
หลายคนหน้าตาสะอาดสะอ้าน แต่ถ้ามีฟันเหลือง ก็ทำให้มีสิ่งสะดุดสายตาได้ จะไปฟอกสีฟันทำ ฟันขาว ก็แพง แถมหลังฟอกสีฟันยังมีอาการเสียวฟันจี๊ดลงไปถึงกลางฟัน
งั้นเราลองมาดูวิธีทำฟันขาวได้ด้วยตัวเอง แบบไม่ต้องพึ่งเคมี และทำได้เองที่บ้านกันค่ะ
1. ทาลิปสติกสีแดง
วิธีนี้คือการการเมคอัพทำให้ฟันคุณดูขาวขึ้นเพียงไม่ถึงนาที!
แนะนำให้ใช้ลิปสติกสีแดงสด แดงเชอรี่ แดงไวน์ จะทำให้ฟันดูขาวสว่างขึ้นทันตา แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ลิปสติกเนื้อครีมเพราะจำทำให้สีฟันหมองลงกว่าเดิม และหลีกเลี่ยงการใช้ลิปสติกโทนส้ม เหลือง น้ำตาล โดยเฉพาะสีพีช เพราะจะยิ่งทำให้สีฟันที่เหลืองยิ่งเด่นชัดขึ้นมาเชียว
2. กินชีส และผลิตภัณฑ์จากนม
การทานชีสชิ้นเล็กหลังอาหารอาจจะช่วยป้องกันฟันผุ และยังช่วยเสริมแร่ธาตุให้เคลือบฟัน เพราะชั้นเคลือบฟันเป็นส่วนที่ทำให้ฟันขาว นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมสด, โยเกิร์ต, หรือชีส มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับเคลือบฟัน
3. สตรอเบอร์รี่ผสมเบกกิ้งโซดาแปรงฟัน
ปกติการกินสตรอเบอร์รี่นั้นได้ประโยชน์ มีสารเสริมฟันขาวโดยธรรมชาติ แถมยังอร่อยได้วิตามินอีกต่างหาก เราลองใช้เนื้อสตรอเบอร์รี่บด 1 ผล ผสมกับเบกกิ้งโซดาครึ่งช้อนชาให้เป็นเนื้อเดียวกันแทนยาสีฟัน แปรงเสร็จทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที จากนั้นบ้วนน้ำออก จะรู้สึกฟันขาวขึ้น แต่ไม่ควรทำเกินสัปดาห์ละครั้งเพราะในสตรอเบอร์รี่จะมีกรด Malic อาจทำลายเคลือบฟันได้
หรือจะใช้เบกกิ้งโซดาบีบแตะกับแปรงสีฟันแล้วค่อยบีบยาสีฟันตาม จากนั้นนำมาแปรงตามปกติช่วยขัดฟันให้ขาวขึ้นเช่นกัน
4. ขูดหินปูนปีละ 2 ครั้ง
การขูดหินปูนทุก 6 เดือน จะช่วยขจัดคราบเม็ดสีเข้มที่มาเกาะฟัน คราบอาหาร หรือหินปูนที่ติดบนชั้นเคลือบฟัน และตามซอกเหงือก ซอกฟันออกไป ซึ่งอาจจะไม่ช่วยให้ฟันขาวขึ้นมาก แต่ก็ขาวในระดับหนึ่งที่ควรจะเป็นขาวได้เท่าสีของเนื้อฟันธรรมชาติของเรา เนื้อฟันแลดูดูสะอาดสะอ้าน สุขภาพฟันดี ดูฟันมีสีอ่อนลง
5. เคี้ยวหมากฝรั่ง
แม้ไม่น่าเชื่อว่าแค่เคี้ยวหมากฝรั่งก็สามารถเพิ่มความขาวให้กับฟันได้ แต่ในขณะที่คุณเคี้ยวหมากฝรั่งร่างกายจะผลิตน้ำลายมาช่วยย่อยมากขึ้น ซึ่งกรดจากน้ำลายนั้นก็จะมาช่วยทำความสะอาดฟันของคุณไปในตัว แถมยังใช้ต่อสู้กับแบคทีเรียในช่องปากได้เป็นอย่างดีอีกต่างหาก
6. แปรงฟันหลังว่ายน้ำ
คลอรีนในน้ำเป็นตัวกัดกร่อนสารที่เคลือบฟัน ขณะคุณว่ายน้ำ จะต้องมีคลอรีนเข้าปากไปโดนฟันบ้างไม่มากก็น้อย ดังนั้นควรเตรียมผ้าเช็ดตัวและแปรงสีฟันติดไปด้วย และแปรงฟันหลังจากว่ายน้ำ โดยใช้ฟลูออไรด์บ้วนปากทันทีหลังจากว่ายน้ำเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง
7. กินแอปเปิ้ล หรือ แครอท
เมื่อเราเคี้ยวแอปเปิ้ล หรือ แครอท จะเหมือนการแปรงฟันที่ช่วยขจัดคราบสกปรกที่เคลือบฟันอยู่เป็นเวลานาน เพราะ
แอปเปิ้ลและแครอทคือผักผลไม้กรอบ ที่ช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำลาย ซึ่งเป็นน้ำยาทำความสะอาดตามธรรมชาติ และด้วยความกรอบ จึงช่วยขัดคราบออกจากฟันในขณะที่เคี้ยวด้วย หลังจากกินแอปเปิ้ลแล้วให้ทานน้ำเปล่าตามด้วยเพื่อลดคราบน้ำตาลที่จะมีผลต่อสุขภาพฟัน
8. ใช้หลอดดูดเครื่องดื่มมีสี
คงเป็นเรื่องยากหากจะต้อง ลด ละเลิก ชา กาแฟ และไวน์ไปเลย ดังนั้นแนะนำให้ใช้หลอดดูดน้ำให้ผ่านฟันน้อยที่สุด เพราะของพวกนี้เป็นตัวการทำให้ฟันของคุณเกิดสีขุ่นหม่นหมอง แถมยังทำลายความแข็งแรงของฟันอีกต่างหาก
9. จูจุ๊บ
วิธีนี้ขอสำหรับผู้มีคู่หมั้นคู่หมายเป็นของตัวเองนะจ๊ะ การจูบแบบดูดดื่มสามารถป้องกันฟันผุได้ เพราะการจูบจะเพิ่มจำนวนน้ำลายที่อยู่ในปาก ซึ่งช่วยทำความสะอาดฟันช่วยลดคราบพลัคหรือแบคทีเรียที่ผิวฟัน จึงช่วยป้องกันฟันผุ ทำให้ฟันสะอาดขึ้น และลดโอกาสเป็นโรคเหงือกอักเสบอีกด้วย
เรียบเรียงโดย Riya www.eduzones.com
ข้อมูล : Lady Manager ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤศจิกายน 2556
photo credit : kakaku.com
หลายคนหน้าตาสะอาดสะอ้าน แต่ถ้ามีฟันเหลือง ก็ทำให้มีสิ่งสะดุดสายตาได้ จะไปฟอกสีฟันทำ ฟันขาว ก็แพง แถมหลังฟอกสีฟันยังมีอาการเสียวฟันจี๊ดลงไปถึงกลางฟัน
งั้นเราลองมาดูวิธีทำฟันขาวได้ด้วยตัวเอง แบบไม่ต้องพึ่งเคมี และทำได้เองที่บ้านกันค่ะ
1. ทาลิปสติกสีแดง
วิธีนี้คือการการเมคอัพทำให้ฟันคุณดูขาวขึ้นเพียงไม่ถึงนาที!
แนะนำให้ใช้ลิปสติกสีแดงสด แดงเชอรี่ แดงไวน์ จะทำให้ฟันดูขาวสว่างขึ้นทันตา แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ลิปสติกเนื้อครีมเพราะจำทำให้สีฟันหมองลงกว่าเดิม และหลีกเลี่ยงการใช้ลิปสติกโทนส้ม เหลือง น้ำตาล โดยเฉพาะสีพีช เพราะจะยิ่งทำให้สีฟันที่เหลืองยิ่งเด่นชัดขึ้นมาเชียว
2. กินชีส และผลิตภัณฑ์จากนม
การทานชีสชิ้นเล็กหลังอาหารอาจจะช่วยป้องกันฟันผุ และยังช่วยเสริมแร่ธาตุให้เคลือบฟัน เพราะชั้นเคลือบฟันเป็นส่วนที่ทำให้ฟันขาว นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมสด, โยเกิร์ต, หรือชีส มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับเคลือบฟัน
3. สตรอเบอร์รี่ผสมเบกกิ้งโซดาแปรงฟัน
ปกติการกินสตรอเบอร์รี่นั้นได้ประโยชน์ มีสารเสริมฟันขาวโดยธรรมชาติ แถมยังอร่อยได้วิตามินอีกต่างหาก เราลองใช้เนื้อสตรอเบอร์รี่บด 1 ผล ผสมกับเบกกิ้งโซดาครึ่งช้อนชาให้เป็นเนื้อเดียวกันแทนยาสีฟัน แปรงเสร็จทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที จากนั้นบ้วนน้ำออก จะรู้สึกฟันขาวขึ้น แต่ไม่ควรทำเกินสัปดาห์ละครั้งเพราะในสตรอเบอร์รี่จะมีกรด Malic อาจทำลายเคลือบฟันได้
หรือจะใช้เบกกิ้งโซดาบีบแตะกับแปรงสีฟันแล้วค่อยบีบยาสีฟันตาม จากนั้นนำมาแปรงตามปกติช่วยขัดฟันให้ขาวขึ้นเช่นกัน
4. ขูดหินปูนปีละ 2 ครั้ง
การขูดหินปูนทุก 6 เดือน จะช่วยขจัดคราบเม็ดสีเข้มที่มาเกาะฟัน คราบอาหาร หรือหินปูนที่ติดบนชั้นเคลือบฟัน และตามซอกเหงือก ซอกฟันออกไป ซึ่งอาจจะไม่ช่วยให้ฟันขาวขึ้นมาก แต่ก็ขาวในระดับหนึ่งที่ควรจะเป็นขาวได้เท่าสีของเนื้อฟันธรรมชาติของเรา เนื้อฟันแลดูดูสะอาดสะอ้าน สุขภาพฟันดี ดูฟันมีสีอ่อนลง
5. เคี้ยวหมากฝรั่ง
แม้ไม่น่าเชื่อว่าแค่เคี้ยวหมากฝรั่งก็สามารถเพิ่มความขาวให้กับฟันได้ แต่ในขณะที่คุณเคี้ยวหมากฝรั่งร่างกายจะผลิตน้ำลายมาช่วยย่อยมากขึ้น ซึ่งกรดจากน้ำลายนั้นก็จะมาช่วยทำความสะอาดฟันของคุณไปในตัว แถมยังใช้ต่อสู้กับแบคทีเรียในช่องปากได้เป็นอย่างดีอีกต่างหาก
6. แปรงฟันหลังว่ายน้ำ
คลอรีนในน้ำเป็นตัวกัดกร่อนสารที่เคลือบฟัน ขณะคุณว่ายน้ำ จะต้องมีคลอรีนเข้าปากไปโดนฟันบ้างไม่มากก็น้อย ดังนั้นควรเตรียมผ้าเช็ดตัวและแปรงสีฟันติดไปด้วย และแปรงฟันหลังจากว่ายน้ำ โดยใช้ฟลูออไรด์บ้วนปากทันทีหลังจากว่ายน้ำเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง
7. กินแอปเปิ้ล หรือ แครอท
เมื่อเราเคี้ยวแอปเปิ้ล หรือ แครอท จะเหมือนการแปรงฟันที่ช่วยขจัดคราบสกปรกที่เคลือบฟันอยู่เป็นเวลานาน เพราะ
แอปเปิ้ลและแครอทคือผักผลไม้กรอบ ที่ช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำลาย ซึ่งเป็นน้ำยาทำความสะอาดตามธรรมชาติ และด้วยความกรอบ จึงช่วยขัดคราบออกจากฟันในขณะที่เคี้ยวด้วย หลังจากกินแอปเปิ้ลแล้วให้ทานน้ำเปล่าตามด้วยเพื่อลดคราบน้ำตาลที่จะมีผลต่อสุขภาพฟัน
8. ใช้หลอดดูดเครื่องดื่มมีสี
คงเป็นเรื่องยากหากจะต้อง ลด ละเลิก ชา กาแฟ และไวน์ไปเลย ดังนั้นแนะนำให้ใช้หลอดดูดน้ำให้ผ่านฟันน้อยที่สุด เพราะของพวกนี้เป็นตัวการทำให้ฟันของคุณเกิดสีขุ่นหม่นหมอง แถมยังทำลายความแข็งแรงของฟันอีกต่างหาก
9. จูจุ๊บ
วิธีนี้ขอสำหรับผู้มีคู่หมั้นคู่หมายเป็นของตัวเองนะจ๊ะ การจูบแบบดูดดื่มสามารถป้องกันฟันผุได้ เพราะการจูบจะเพิ่มจำนวนน้ำลายที่อยู่ในปาก ซึ่งช่วยทำความสะอาดฟันช่วยลดคราบพลัคหรือแบคทีเรียที่ผิวฟัน จึงช่วยป้องกันฟันผุ ทำให้ฟันสะอาดขึ้น และลดโอกาสเป็นโรคเหงือกอักเสบอีกด้วย
เรียบเรียงโดย Riya www.eduzones.com
ข้อมูล : Lady Manager ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤศจิกายน 2556
photo credit : kakaku.com
แบบทดสอบสายตาเอียง และ ข้อแนะนำเบื้องต้น
แบบทดสอบสายตาเอียง และ ข้อแนะนำเบื้องต้น
วิธีการทดสอบสายตาเอียง ให้ปิดตา 1 ข้างแล้วมองภาพด้านล่างนี้ สายตาปกติจะมองเห็นทุกเส้นเป็นสีดำชัดเท่ากันหมด / สายตาเอียงมองเห็นบางเส้นชัดกว่าเส้นอื่นๆ
ใครรู้ตัวว่า ‘สายตาเอียง’ ยกมือขึ้น! หากไม่แน่ใจ ลองดูสิว่าเคยปวดหัวเรื้อรังแบบไม่รู้สาเหตุหรือไม่ ยิ่งวัยทำงานที่ต้องเจอกับเรื่องเครียด ๆ จนพลันคิดไปว่า อาการปวดหัวดังกล่าว อาจมาจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน แต่รู้หรือไม่ อีกสาเหตุหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ การแก้ปัญหาค่าสายตาไม่ถูกวิธี โดยเฉพาะในคนที่มีค่าสายตาผิดปกติร่วมด้วย
นพ.สิทธิโชค นาคะพงศ์ จักษุแพทย์ กล่าวว่า สายตาเอียง คือภาวะการมองเห็นภาพไม่ชัด เกิดจากรูปร่างของกระจกตาผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ซึ่งเบี่ยงเบนการหักเหของแสง ไม่ให้ตกกระทบตรงจุดโฟกัสของกระจกตา ส่งผลให้ภาพที่มองเห็นนั้นไม่ชัดหรือเบลอ ทั้งในระยะใกล้และไกล บางคนจะเห็นชัดในแนวนอน บางคนจะเห็นชัดในแนวตั้ง หรือบางครั้งอาจก่อให้เกิดอาการปวดหัว เวียนศีรษะ เมื่อต้องอ่านหนังสือหรือใช้สายตาเป็นเวลานาน ๆ ทำให้สายตาล้าง่ายกว่าปกติ และที่อันตรายกว่านั้นคือ อาจเกิดปัญหาจากแสงรบกวน เมื่อขับรถในเวลากลางคืน
สำหรับวิธีสังเกตตัวเองว่ามีสายตาเอียงหรือไม่ บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำเบื้องต้น ดังนี้
เพราะการหรี่ตา อาจเป็นสัญญาณของปัญหาหลายอย่าง นอกจากจะทำให้เสียบุคลิกและอาจก่อเกิดปัญหาริ้วรอยก่อนวัยแล้ว การหรี่ตาเป็นประจำเพื่อพยายามปรับความคมชัดในการมองเห็นยังอาจเป็นสัญญาณเล็ก ๆ ที่บ่งบอกว่าคุณกำลังประสบปัญหาสายตาเอียง
หากคุณมักมีอาการปวดหัวและวิงเวียนเมื่ออ่านหนังสือ ทำงาน หรือแม้กระทั่งดูโทรทัศน์อย่างต่อเนื่อง อาจเข้าข่าย เนื่องจากโดยปกติแล้ว ผู้ที่มีปัญหาสายตาเอียงจะไม่สามารถจับภาพที่มีลักษณะเบลอ รวมถึงภาพที่มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วได้อย่างชัดเจนนัก (เช่น ภาพยนตร์ไซไฟ หรือ 3 มิติ) ดังนั้นการใช้สายตาหลาย ๆ ชั่วโมง มักจะทำให้ผู้มีค่าสายตาเอียงมึนหัวได้ง่าย
นั่นเพราะ สายตาเอียง แตกต่างจากสายตาสั้นหรือสายตายาว วิธีสังเกตง่าย ๆ คือ ผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตายาว จะมองเห็นตัวเลขตัวอักษรชัดเท่ากันทุกตัว หรือมัวเท่ากันทุกตัว แต่ผู้ที่มีสายตาเอียงจะมองเห็นตัวเลขหรือตัวอักษรบางตัวชัด บางตัวไม่ชัด ลองทดสอบด้วยตัวเองจากภาพประกอบที่ 1 ถ้าคำตอบคือ “ใช่” อย่างน้อย 1 ข้อจาก 3 ข้อ คุณอาจมีค่าสายตาเอียง
วิธีการรักษา นพ.สิทธิโชค แนะนำว่า หากเอียงน้อย ๆ สามารถตัดแว่นสายตาเพื่อทดค่าสายตาได้ เพราะผู้ที่สายตาเอียงส่วนใหญ่จะมีปัญหาสายตาสั้นหรือยาวร่วมด้วย ในกรณีที่ไม่ชอบสวมแว่นก็สามารถเลือกคอนแทคเลนส์ได้เช่นกัน ในผู้ที่ค่าสายตาเอียงมากกว่า 200 แนะนำให้พบแพทย์
ด้าน ดร.มายูมิ ฟาง ผู้จัดการฝ่ายวิชาการและหัวหน้าสถาบันวิชั่นแคร์ (ประเทศไทย) กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถิติในประเทศไทยพบว่ากว่า 30% ของผู้มีปัญหาสายตา มักมีค่าสายตาเอียงร่วมอยู่ด้วย
โดยทั่วไปผู้มีปัญหาสายตาเอียงมักแก้ไขด้วยการใช้แว่นสายตา หรือไม่ก็ใช้การทดค่าสายตาในกรณีผู้ใช้คอนแทคเลนส์ โดยเลือกเลนส์ที่มีค่าเพิ่มขึ้นกว่าค่าสายตาจริง ซึ่งไม่สามารถชดเชยภาวะสายตาเอียงได้ และมีเพียง 7% ของผู้ใช้คอนแทคเลนส์เท่านั้น ที่เลือกใช้คอนแทคเลนส์สำหรับสายตาเอียงโดยเฉพาะ
ในส่วนของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันมีการผลิตคอนแทคเลนส์สำหรับสายตาเอียงโดยเฉพาะออกมา ซึ่งใช้เทคโนโลยีการออกแบบใหม่ ASD (Accelerated Stabilization Design) ที่ช่วยรักษาสภาวะการหมุนของเลนส์ให้อยู่ในองศาที่ถูกต้อง ทำให้มองเห็นภาพคมชัดทุกการเคลื่อนไหว รวมทั้งใช้เทคโนโลยี Lacreon ช่วยล็อคความชุ่มชื่นในคอนแทคเลนส์ จึงให้ความรู้สึกสบายตาตลอดทั้งวัน
ส่วนวิธีการดูแลรักษาดวงตาและสายตานั้น นพ.สิทธิโชค กล่าวว่า ดูแลเหมือนผู้มีปัญหาสายตาทั่วไป ในกรณีต้องการป้องกันการหักเหของแสงก็ให้สวมแว่นตากันแดด และรับประทานอาหารบำรุงสายตา เน้นจำพวกวิตามินเอ เช่น ผักใบเขียวและผลไม้สีส้ม แครอท ฟักทอง มะละกอ เป็นต้น เพราะช่วยทำให้มองเห็นในที่มืดได้ดี
เดลินิวส์ออนไลน์ 10 กรกฎาคม 2556
หลักเบื้องต้นในการแก้ไข เมื่อสัตว์เลี้ยง ถูกงูหรือสัตว์มีพิษกัด
หลักเบื้องต้นในการแก้ไข เมื่อสัตว์เลี้ยง ถูกงูหรือสัตว์มีพิษกัด
อากาศบ้านเราไม่แน่ไม่นอน เดี๋ยวแแดดออก เดี๋ยวฝนตก บางพื้นที่ก็มีน้ำท่วมขัง ภัยอย่างหนึ่ง ที่อาจเกิดกับสัตว์เลี้ยง ในช่วงฝนตกน้ำท่วมขัง คือการโดนงูหรือสัตว์มีพิษกัด
สิ่งที่เราควรรู้คืองูพิษจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
งูที่มีพิษต่อระบบประสาท ได้แก่ งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม เป็นต้น โดยที่พิษของงูในกลุ่มนี้จะทำให้สัตว์เป็นอัมพาตและเสียชีวิตในที่สุด
งูที่มีพิษต่อระบบเลือด ได้แก่ งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซา งูกะปะ เป็นต้น ซึ่งพิษของงูนี้จะทำให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติ ไตวายหรือเกิดเนื้อตายได้
งูที่มีพิษต่อกล้าเนื้อ ได้แก่ งูทะเล
หากเจ้าตัวน้อยของท่านโดยงูพิษกัดก็อย่างเพิ่งตกใจไปนะครับ ตั้งสติให้ดี อย่าตระหนก แล้วจึงเริ่มต้นวิธีในการแก้ไขดังนี้ครับ
1) ทำให้สัตว์สงบ อยู่นิ่งในท่านอนราบ
2) ล้างบริเวณแผลที่ถูกกัดด้วยน้ำสะอาดและสบู่แล้วพันแผลไว้
3) รีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อฉีดเซรุ่มแก้พิษงูต่อไป
หากบริเวณที่โดนกัดเป็นบริเวณเท้าหรือปลายเท้า อาจทำการขันเชนาะเพื่อป้องกัน การกระจายของพิษด้วยก็ได้ แต่หากแผลอยู่ที่ปากหรือภายในช่องปาก (ซึ่งพบได้บ่อย เนื่องจากเจ้าตัวน้อยมักพยายามจะกัดงู) อาจทำให้เห็นบาดแผลได้ยาก
เจ้าของสัตว์ควรที่จะจำลักษณะของงูหรือชนิดของงูถ้าทราบ หากสามารถจับงูได้หรือมีซากงูด้วยควรนำไปให้สัตวแพทย์ดูเพื่อให้ทราบถึงชนิดของงูด้วย จะทำให้สัตวแพทย์สามารถเลือกใช้เซรุ่มในการแก้พิษงูได้เหมาะสม
นอกจากงูแล้วสัตว์มีพิษอีกชนิดหนึ่งที่มักพบในภาวะน้ำท่วมได้แก่ตะขาบ โดยตะขาบจะทำให้เกิดการบวมแดง ร้อนและเจ็บปวด สำหรับในรายที่รุนแรงอาจเกิดภาวะ ไตวายได้
วิธีแก้ไขในรายที่โดนตะขาบกัดคือการล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่หลายๆครั้ง แล้วใช้ น้ำแข็งหรือผ้าชุบน้ำเย็น (ควรชุบทุก 5 นาทีเพื่อให้ผ้าที่ชุบคงความเย็นอยู่ตลอด) นานประมาณ 20 นาทีแล้วจึงนำส่งสัตวแพทย์
คางคกก็เป็นสัตว์มีพิษอีกชนิดหนึ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อเจ้าตัวน้อยได้เช่นกัน คางคก จะสามารถพ่นพิษได้โดยสุนัขมักถูกพิษบริเวณใบหน้าและปาก ทำให้มีอาการน้ำลายไหลมาก และหน้าบวม วิธีแก้ไขคือการทำให้สุนัขสงบลง เช็ดน้ำลายออกแล้วให้รีบนำส่งสัตวแพทย์ เพื่อฉีดยาในการลดอาการแพ้
หวังว่าบทความในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านและเจ้าตัวน้อยของท่านนะครับ ทางที่ดีขอให้อย่าได้เจอกับสัตว์มีพิษเหล่านี้เลย แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้และเกิดขึ้นจริงก็อย่าลืมตั้งสติ และทำตามขั้นตอนเหล่านี้นะครับ เพื่อสวัสดิภาพของเจ้าสัตว์เลี้ยงแสนรักของเรา
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ข้อมูล : อ.น.สพ.ชัยยศ ธารรัตนะ แนวหน้า 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
photo credit : dailymail.co.uk
อากาศบ้านเราไม่แน่ไม่นอน เดี๋ยวแแดดออก เดี๋ยวฝนตก บางพื้นที่ก็มีน้ำท่วมขัง ภัยอย่างหนึ่ง ที่อาจเกิดกับสัตว์เลี้ยง ในช่วงฝนตกน้ำท่วมขัง คือการโดนงูหรือสัตว์มีพิษกัด
สิ่งที่เราควรรู้คืองูพิษจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
งูที่มีพิษต่อระบบประสาท ได้แก่ งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม เป็นต้น โดยที่พิษของงูในกลุ่มนี้จะทำให้สัตว์เป็นอัมพาตและเสียชีวิตในที่สุด
งูที่มีพิษต่อระบบเลือด ได้แก่ งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซา งูกะปะ เป็นต้น ซึ่งพิษของงูนี้จะทำให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติ ไตวายหรือเกิดเนื้อตายได้
งูที่มีพิษต่อกล้าเนื้อ ได้แก่ งูทะเล
หากเจ้าตัวน้อยของท่านโดยงูพิษกัดก็อย่างเพิ่งตกใจไปนะครับ ตั้งสติให้ดี อย่าตระหนก แล้วจึงเริ่มต้นวิธีในการแก้ไขดังนี้ครับ
1) ทำให้สัตว์สงบ อยู่นิ่งในท่านอนราบ
2) ล้างบริเวณแผลที่ถูกกัดด้วยน้ำสะอาดและสบู่แล้วพันแผลไว้
3) รีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อฉีดเซรุ่มแก้พิษงูต่อไป
หากบริเวณที่โดนกัดเป็นบริเวณเท้าหรือปลายเท้า อาจทำการขันเชนาะเพื่อป้องกัน การกระจายของพิษด้วยก็ได้ แต่หากแผลอยู่ที่ปากหรือภายในช่องปาก (ซึ่งพบได้บ่อย เนื่องจากเจ้าตัวน้อยมักพยายามจะกัดงู) อาจทำให้เห็นบาดแผลได้ยาก
เจ้าของสัตว์ควรที่จะจำลักษณะของงูหรือชนิดของงูถ้าทราบ หากสามารถจับงูได้หรือมีซากงูด้วยควรนำไปให้สัตวแพทย์ดูเพื่อให้ทราบถึงชนิดของงูด้วย จะทำให้สัตวแพทย์สามารถเลือกใช้เซรุ่มในการแก้พิษงูได้เหมาะสม
นอกจากงูแล้วสัตว์มีพิษอีกชนิดหนึ่งที่มักพบในภาวะน้ำท่วมได้แก่ตะขาบ โดยตะขาบจะทำให้เกิดการบวมแดง ร้อนและเจ็บปวด สำหรับในรายที่รุนแรงอาจเกิดภาวะ ไตวายได้
วิธีแก้ไขในรายที่โดนตะขาบกัดคือการล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่หลายๆครั้ง แล้วใช้ น้ำแข็งหรือผ้าชุบน้ำเย็น (ควรชุบทุก 5 นาทีเพื่อให้ผ้าที่ชุบคงความเย็นอยู่ตลอด) นานประมาณ 20 นาทีแล้วจึงนำส่งสัตวแพทย์
คางคกก็เป็นสัตว์มีพิษอีกชนิดหนึ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อเจ้าตัวน้อยได้เช่นกัน คางคก จะสามารถพ่นพิษได้โดยสุนัขมักถูกพิษบริเวณใบหน้าและปาก ทำให้มีอาการน้ำลายไหลมาก และหน้าบวม วิธีแก้ไขคือการทำให้สุนัขสงบลง เช็ดน้ำลายออกแล้วให้รีบนำส่งสัตวแพทย์ เพื่อฉีดยาในการลดอาการแพ้
หวังว่าบทความในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านและเจ้าตัวน้อยของท่านนะครับ ทางที่ดีขอให้อย่าได้เจอกับสัตว์มีพิษเหล่านี้เลย แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้และเกิดขึ้นจริงก็อย่าลืมตั้งสติ และทำตามขั้นตอนเหล่านี้นะครับ เพื่อสวัสดิภาพของเจ้าสัตว์เลี้ยงแสนรักของเรา
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ข้อมูล : อ.น.สพ.ชัยยศ ธารรัตนะ แนวหน้า 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
photo credit : dailymail.co.uk
วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
ความเชื่อโบราณ
ความเชื่อโบราณ
1.) ห้ามใส่ชุดสีดำเยี่ยมคนป่วย
เพราะสีดำเป็นสีที่คนโบราณถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความทุกข์โศก
การใส่ชุดดำไปเยี่ยมผู้ป่วยนั้นเป็นการแช่งให้ผู้ป่วยตายเร็วขึ้น
2.) จิ้งจกร้องทัก ห้ามออกจากบ้านเด็ดขาด
โดยถ้าเสียงนั้นอยู่ด้านหลังหรือตรงศีรษะให้เลื่อนการเดินทาง
แต่หากเสียงร้องทักอยู่ด้านหน้าหรือซ้าย ให้เดินทางได้
จะทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นสะดวกสบาย
3.) ตุ๊กแกร้องตอนกลางวัน เชื่อว่าจะมีเหตุร้าย
เพราะตามปกติแล้วตุ๊กแกที่อาศัยในบ้านมักจะร้องตอนกลางคืน
ถ้าร้องตอนกลางวันถือเป็นลางบอกเหตุร้าย
เนื่องจากคนโบราณเชื่อว่าตุ๊กแกคือ
วิญญาณของปู่ย่าตายายที่ตายไปแล้วมาอาศัยอยู่
คอยคุ้มครองลูกหลานจากภัยอันตราย
4.) นกแสกเกาะหลังคาบ้าน จะเกิดลางร้าย
เพราะนกแสกเป็นนกที่ถือว่าให้ความอัปมงคล
เนื่องจากโดยธรรมชาตินกแสก
มักจะไม่มาปะปนอยู่ตามที่อยู่อาศัยของคน
หมายเหตุ สวนปาล์มที่มาเลย์กับสุราษฏร์ธานีบางแห่ง จะเลี้ยงไว้กำจัดหนูและงูในสวน
5.) ถ้านกถ่ายรดบนศรีษะ เชื่อว่าจะโชคร้าย
หากกำลังจะออกเดินทางแล้วถูกนกถ่ายรดที่ศรีษะซะก่อน
ให้หยุดการเดินทางทันที หรือเลื่อนกำหนดออกไปเป็นวันรุ่งขึ้น
6.) เมื่อตัวเงินตัวทองคลานเข้าบ้าน ให้พูดแต่สิ่งดีๆ ไม่ให้ไล่
7.) กลางคืนถ้าได้ยินเสียงร้องทักห้ามขานรับ
เพราะเชื่อว่าเป็นเสียงของดวงวิญญาณ
อาจจะมาหลอนมาหลอกหรือเป็นการเชิญวิญญาณเข้าบ้าน
หมายเหตุ อาจจะเป็นโจรผู้ร้ายมาลอบถามว่าอยู่หรือไม่
หรือสมัยโบราณประเพณีฝังเสาหลักเมืองจะค้นหาคนเรียกขานคน
ไปทำพิธีกรรมฝังทั้งเป็นหรือฆ่าให้ตายฝังไว้เพื่อเฝ้าศาลหลักเมือง
(ที่มีปรากฎแน่ชัดคือ พงศาวดารพม่า
ส่วนพงศาวดารของไทยในสมัยรัชกาลที่หนึ่ง
ระบุว่าช่วงจะปักเสาหลักเมือง มีงูสี่ตัวสองหน
(ห้ามบอกจำนวนเต็มผวนกลับเป็นคำหยาบ)
วิ่งลงไปในเสาหลักเมือง ตอนยกเสาลงพอดีทำให้ตายทั้งหมด
ชื่อเดิมที่คนไทยไม่นิยมตั้งกันในสมัยโบราณคือ เงิน ทอง มั่น คง
เกรงการตอบรับจะกลายเป็นผีเฝ้าศาลหลักเมือง
8.) คนที่มีไฝที่ริมฝีปากล่าง ให้ระวังปากนำเคราะห์
เพราะพูดไม่คิด และมักเป็นคนใจร้อน
อารมณ์รุนแรงขาดเหตุผลในการยับยั้งชั่งใจ
9.) คนใดที่มีลักษณะผมหยิกๆ หน้าสั้นคอสั้น มักจะเจ้าชู้
(แต่เป็นความเชื่อขำๆนะ อันนี้ต้องคิดว่าต้องดูต่อจากภายในหัวใจ)
10.) คนใบหูใหญ่มักร่ำรวยและมีบุญวาสนา
คนใบหูหนาเป็นคนมีศีลธรรม
คนใบหูบางเป็นคนโดดเดี่ยว ไร้บุญวาสนา
11.) คนที่พูดจาหลายเสียงในการพูดคุยครั้งเดียวกันเป็นคนคบยาก
เพราะหาความแน่นอนอะไรไม่ได้
12.) คนหัวล้านมักจะเจ้าชู้และเจ้าเล่ห์
ซึ่งได้ต้นแบบมาจากขุนช้างในวรรณคดี
ทำให้คนโบราณเชื่อว่า คนลักษณะแบบนี้จะมีนิสัยเหมือนขุนช้าง
13.) เด็กทารกคนใดที่เกิดมาแล้วมีปาน
คนโบราณเชื่อว่า ได้เกิดมาแล้วชาติหนึ่ง (ชาติที่แล้ว)
และถูกป้ายด้วยของตำหนิเอาไว้
หากเป็นปานแดงหมายถึงถูกป้ายด้วยปูนแดง
และหากเป็นปานดำหมายถึงถูกป้ายด้วยถ่าน
14.) ห้ามปลูกต้นไม้ที่วัดปลูกมาแล้ว
(เช่น ไปเอาต้นไม้ที่อยู่ในวัดมาปลูกที่บ้าน)
เพราะเชื่อกันว่า ต้นไม้ที่ขึ้นตามวัดหรือนำไปปลูกที่วัดเป็นของสูง
และสมควรอยู่ในวัด หากนำมาปลูกที่บ้านจะทำให้บ้านนั้นตกอับ
15.) ห้ามตัดผมวันพุธ เพราะเชื่อว่าการตัดผมวันพุธ
จะทำให้เกิดอัปมงคลกับชีวิต
เพราะอย่างนี้ ร้านตัดผมหลายร้านมักจะนิยมหยุดทำการในวันพุธ
16.) หากตาซ้ายกระตุก เชื่อว่ามีเคราะห์ โชคร้ายผิดหวัง
ถ้าตาขวากระตุกถือว่าโชคดี
แต่ถ้าเป็นในช่วงกลางคืน
ตาขวากระตุกจะไม่ดี จะมีเคราะห์มีเหตุร้ายเกิดขึ้น
แต่ถ้าหากเป็นตาซ้ายกระตุกจะมีโชคลาภจากเพื่อน
17.) หากสัตว์ป่าเข้าบ้านเชื่อว่าจะนำความอัปมงคลมาให้
ควรจุดธูปเทียน ดอกไม้และเชิญให้ออกจากบ้าน
พร้อมกับขอพรให้นำพาสิ่งดีงามมาให้
18.) ห้ามเผาศพวันศุกร์
เพราะคนโบราณถือว่าการเผาศพในวันศุกร์
จะให้ทุกข์กับคนเป็นญาติ
เนื่องจากวันศุกร์เป็นวันแห่งโชคลาภ
เหมาะกับงานมงคลมากกว่า
19.) ในขณะที่กำลังสางผม หากหวีเกิดหักคาผม จะเกิดเรื่องไม่ดีตามมา
ให้นำหวีนั้นทิ้งไปเลย (ซื้อมาเป็นพันเป็นหมื่นก็อย่าเสียดาย)
ไม่ให้เก็บไว้ใช้หรือนำไปซ่อมมาใช้ใหม่
20.) ตอนกลางคืนถ้าได้กลิ่นธูปลอยมา
คนโบราณเชื่อกันว่า เป็นวิญญาณของญาติสนิทภายในครอบครัวมาหา
21.) ผึ้งทำรังในบ้าน เชื่อว่ามีโชค อย่าไปไล่หรือทำลายเด็ดขาด
เพราะอาจจะทำให้เกิดความหายนะ เพราะผึ้งเป็นแมลงนำโชคที่ขยันการทำงาน
22.) การปลูกต้นว่านชี้ชะตาได้
โดยถ้าต้นว่านเจริญงอกงาม
ทำนายว่าการค้าจะงอกงาม
แต่ถ้าต้นว่านแห้งเ่หี่ยว
ทำนายว่าการค้าจะไปไม่รอด
ตัวอย่าง ว่านเศรษฐี (มีหลายสายพันธุ์/หลายชื่อ)
23.) ก่อนออกจากบ้านให้ตั้งสติและก้าวเท้าขวาออกก่อนเท้าซ้าย จะนำโชคดีมาให้
เพราะเชื่อว่าร่างกายมนุษย์เป็นพลังงานลบที่อ่อนแอกว่าด้านขวา
24.) หากนั่งล้อมวงกินข้าวกันอยู่
และเกิดมือชนกันขณะเอื้อมไปตักกับข้าว
เชื่อกันว่าจะมีแขกมาเยือนให้เตรียมตัวต้อนรับ
25.) อย่าเคาะจานข้าว เพราะเชื่อว่าจะเป็นการเรียกวิญญาณที่พเนจร
เมื่อได้ยินเสียงเราเคาะจาน ก็จะพากันมาแย่งเรากินข้าว
(บางคนกินข้าวจะรู้สึกว่ากินไม่อิ่ม)
หมายเหตุ นิยายกำลังภายในจีนของโกวเล้ง
การเคาะตะเกียบบนโต๊ะหมายถึง การท้าทายคนในโรงเตี้ยมให้มาสู้รบกัน
26.) กลางคืนห้ามกวาดบ้าน
เพราะเชื่อว่าจะเป็นการกวาดเงินกวาดทอง
ที่สะสมมาตั้งแต่ตอนเช้าออกไปหมด
ซึ่งอาจเป็นได้ว่าเมื่อก่อนไม่มีไฟฟ้าตอนกลางคืนมืดมาก
การกวาดบ้านตอนกลางคืนจึงไม่ปลอดภัย
27.) ไม่ควรมีรูปภาพหรือรูปปั้นยักษ์ประดับตกแต่งบ้าน
เพราะจะทำให้คนในบ้านทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยและทำให้มีแต่เรื่องเดือดร้อน
28.) อย่าตั้งเตียงนอนโดยเอาหัวเตียงหันไปชนกับห้องน้ำ
เพราะจะทำให้โชคลาภหนีหาย
และอย่าตั้งเตียงนอนโดยหันปลายเตียงตรงกับประตูทางเข้าพอดี
เพราะจะทำให้ฝันร้าย
29.) การแบ่งอาหารและน้ำให้แก่สุนัขหรือแมวจรจัดที่หิวโหย
หรือการให้ที่พักพิงแก่สัตว์เหล่านี้ในวันฝนตกเป็นอานิสงส์มหาศาล
30.) อย่าปล่อยให้ครัวสกปรก เพราะจะทำให้อับโชค ขาดเงิน ขาดทอง
31.) อย่าให้ของขวัญคนรักหรือเพื่อนสนิทเป็นผ้าเช็ดหน้า
เพราะถือว่าเป็นลางไม่ดี หากมอบให้แล้วจะถือว่าเป็นลางต้องจากกันหรือมีเรื่องทะเลาะกัน
32.) ถ้าปล่อยให้กระจกในบ้านขุ่นมัว
จะทำให้ดวงชะตาของคนในบ้านจะหม่นหมองทำอะไรก็ไม่ขึ้น
จึงต้องหมั่นเช็ดกระจกสม่ำเสมอ
33.) วันโกน วันพระวันเกิด และวันเข้าพรรษา ควรงดมีเพศสัมพันธ์
เพราะถือว่าเป็นวันบิรสุทธิ์ (คนที่อยู่ในวัยเรียนอย่าแม้แต่จะคิด)
34.) หากเดินไปเจอเหรียญตกให้เก็บเป็นเหรียญนำโชค
หากมองผ่านเลยไป จะเหมือนเป็นการดูถูกเงินน้อย
ทำให้อับโชคในช่วงเวลานั้นๆ (เก็บให้ตำรวจก็ดีนะเออ)
35.) การสวมแหวนนิ้วกลางข้างขวา ถือเป็นการเสริมดวงการเงินและบารมี
ส่วนการสวมแหวนนิ้วนางหรือนิ้วก้อยถือเป็นการเสริมเสน่ห์และเสริมดวงความรัก
36.) ห้ามสาวโสดร้องเพลงในครัว เพราะจะทำให้มีแฟนเป็นคนแก่ หรือหาแฟนไม่ได้
แต่ถ้าตำครกเสียงดัง จะมีหนุ่มมาสู่ขอ
37.) การทำบุญโลงศพอนาถาที่ไร้ญาติ จะเสริมชะตาของเราให้กล้าแข็ง ทำให้ทุกข์และเคราะห์เบาบางลงไปได้
38.) ควรหมั่นดูแลหิ้งพระให้สะอาดสม่ำเสมอ ไม่อย่างนั้นจะถือว่าเป็นการทำให้เกิดความอับโชคหรือเสื่อมลาภ เสื่อมยศได้
39.) ในบ้านควรมีไข่และส้มในตะกร้าเสมอ เพื่อเรียกความสมบูรณ์พูนสุขเข้าบ้าน
หมายเหตุ ไว้รับรองแขกไปใครมา หรือทำอาหารเลี้ยงรับรองได้ง่าย
40.) ห้ามหญิงมีครรภ์ไปงานศพ เพราะเกรงว่าวิญญาณ
จะสามารถเข้าไปรบกวนทารกในครรภ์ ทำให้เกิดอันตรายได้
หมายเหตุ ทางจีนมักจะบอกว่ามีโอกาสชง (หรือทำให้ไม่ดีกับเด็กกับแม่เด็ก)
41.) ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตกจะทำให้นอนฝันร้าย ตื่นขึ้นมาไม่สดชื่น
หมายเหตุ ธรรมเนียมโบราณบางแห่งจะฝังศพหันหัวไปทางด้านทิศตะวันตก
42.) ถ้าสร้อยคอขาดออกจากคอหรือหลุดออกมา จะมีเหตุให้พบเรื่องร้าย
43.) ห้ามทักเด็กแรกเกิดที่ยังเล็กว่าน่ารัก เพราะอาจทำให้วิญญาณอิจฉา ลักพาตัวไป
44.) ห้ามตัดเล็บกลางคืน วิญญาณบรรพบุรุษจะอยู่ไม่เป็นสุข
เพราะสมัยก่อนการตัดเล็บจะใช้มีดเจียนหมาก หรือมีดเล็ก ๆ
จึงห้ามตัดเล็บในเวลากลางคืน เพราะอาจจะเป็นอันตราย
มีดเจียนหมากแบบชาวบ้าน
45.) จะก้าวขึ้นหรือลงบันได ให้ก้าวทีละก้าวทีละขั้น
อย่าก้าวทีเดียวสามชั้น จะทำให้ทำมาหากินไม่สำเร็จ
เหมือนไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ให้ค่อยเป็นค่อยไป
อย่าทำอะไรที่ให้เกินความสามารถ หรือข้ามขั้นตอน
46.) ห้ามหญิงท้องไปดูคนคลอดลูกจะทำให้คลอดลูกยาก
เพราะหากหญิงมีครรภ์ไปดูคนอื่นคลอดลูกแล้ว
เห็นภาพอาการเจ็บปวดของการคลอด
อาจจะทำให้กลัวและเกิดอาการเสียขวัญ
47.) โต๊ะเครื่องแป้งที่มีกระจกเงา หรือบางกระจกเงาทั้งหลาย
ไม่ควรนำมาวางตั้งให้ตรงกับปลายเตียงหัวเยงหรือเหนือเพดาน
เพราะจะทำให้หมกหมุ่นอยู่กับเรื่องเพศ นอนหลับไม่สนิท และมักฝันร้ายอยู่บ่อยๆ
48.) ฝนตั้งเค้า ให้ปักตะไคร้คว่ำลงดินกลางที่โล่งแจ้ง จะทำให้ฝนหยุดตก
หมายเหตุ บางแห่งให้เด็กหญิงที่เชื่อว่ายังบริสุทธิ์อยู่เป็นคนปัก
49.) อย่าลูบศีรษะของเด็ก โดยเฉพาะเด็กไทย
เพราะศีรษะถือเป็นส่วนศักดิ์สิทธิ์ไม่ควรให้ใครลูบเล่น
หมายเหตุ เด็กทารกส่วนมากกระหม่อมยังไม่ปิดสมบูรณ์ อาจเป็นอันตรายได้ถ้ามีอะไรบาด
50.) ฝันว่างูรัด ทำนายว่าคนโสดจะได้พบเนื้อคู่เร็ว ๆ นี้
ฝันว่างูกัดทำนายว่าศัตรูเพศตรงข้าม
จะคิดร้ายหรือได้รับเคราะห์จะเพื่อนบ้าน
51.) ฝันเห็นคนตายหรือศพ ทำนายว่าจะได้ลาภจากเสี่ยงโชค
52.) ฝันว่าฟันหักทำนายว่าจะสูญเสีย
โดยถ้าฝันว่าฟันบนหัก ทำนายว่า จะเสียญาติผู้ใหญ่ข้างฝ่ายบิดา
ถ้าฟันล่างหัก ทำนายว่าจะเสียญาติผู้ใหญ่ข้างมารดา
53.) ฝันว่าจูบกับคนรัก จะได้รับเคราะห์เล็กๆน้อยๆจากคนใกล้ตัว
54.) ห้ามฉลองก่อนวันเกิด เพราะอาจหมายถึงการรีบเร่งไปสู่ความตาย
55.) ภายในบ้านไม่ควรมีประตู 3 บาน ตรงกันหรือเหลื่อมล้ำตรงกันเพียงนิดเดียว
เพราะเป็นสัญลักษณ์ของประตูจาก 3 โลก ทำให้วิญญาณเดินผ่านมาได้
หมายเหตุ อากาศจะไหลเข้าออกเร็วตามมาด้วยฝุ่นละออง
กับทำให้คนร้ายวิ่งเข้าออกได้ง่ายกว่าบ้านทั่วไป
56.) คางคกขึ้นบ้านถือเป็นลางดี แสดงว่าบ้านนั้นกำลังจะมีโชค
57.) มือซ้ายกระตุก เชื่อว่ามีลางร้ายมีเหตุจะต้องเสียเงินเสียทอง
มือขวากระตุกเชื่อว่าเป็นลางที่ดีมาก จะได้รับโชคลาภ และอาจได้ลาภลอยจาการเสี่ยงโชค
58.) ถ้านกในกรงที่เลี้ยงไว้ร้องในเวลากลางคืนเชื่อว่าจะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง
59.) ผู้หญิงระหว่างมีประจำเดือน ไม่ควรก้าวล้ำไปในวัด เพราะอาจก่อให้เกิดความอัปมงคล
หมายเหตุ พุทธสถานบางแห่งในภาคเหนือภาคอิสาณ จะห้ามผู้หญิงเข้าไปในบางบริเวณ
60.) ความฝันในตอนเช้ามักเป็นความจริง
เพราะคนโบราณเชื่อว่าเทวดาที่มาโปรดสัตว์
เคยเป็นญาติมิตรของเรานั่นเอง
ที่มา http://goo.gl/XkyDg
วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
ทำไมถึงเรียกว่า "Google"

ทำไมถึงเรียกว่า "Google" เจ้าของเว็บไซต์รวบรวมข้อมู ลที่มีค่าต่อการทำรายงานของ เด็กๆทั่วโลก ทำไมต้องเรียกว่าgoogle
ในวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 กูเกิลชนะความในศาล ในคดีที่มีบริษัทอื่นตั้งชื ่อใกล้เคียง ได้แก่ googkle.com ghoogle.com และ gooigle.com เพื่อเรียกให้คนอื่นเข้าเว็ บไซต์ของตน ทำให้เกิดความเสียหายกับชื่ อเสียงของกูเกิล
ป้ายกำกับ: นานาสาระ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)







